สเปก"บอร์ดรัฐวิสาหกิจ"ปี60 เน้น"ทักษะ ความรู้ ความเชี่ยวชาญ"รองรับใคร?

เมื่อเร็วๆ นี้ คณะอนุกรรมการกลั่นกรองแผนการแก้ไขปัญหาของรัฐวิสาหกิจ 3 คณะ ในคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือ "ซูเปอร์บอร์ดรัฐวิสาหกิจ" ที่มี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. นั่งเป็นประธานด้วยตัวเอง ได้ "ส่งการบ้าน แก้ไขปัญหารัฐวิสาหกิจ 7 แห่ง ในรอบ 2 ปี ครั้งที่สอง" หลังจากส่งการบ้านรอบแรกไป เมื่อ เดือน มี.ค.59 ระหว่างการประชุม คนร. ครั้งที่ 4/59 ที่ทำเนียบรัฐบาล
          ทั้ง 3 ระดับ 3 ชุด ประกอบด้วย กรรมการผู้เชี่ยวชาญด้านโครงการลงทุนขนาดใหญ่ อดีตข้าราชการ นักวิชาการ บางท่านปัจจุบันนั่งเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้ สรุปคร่าวๆ ดังนี้
          1. ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม แห่งประเทศไทย (ธพว.) ทราบว่า ธพว.มีผลการดำเนินงาน ในภาพรวมที่ดีขึ้น ทั้งในส่วนของการปล่อยสินเชื่อใหม่ และ ยอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายของแผนการแก้ไขปัญหา ทั้งนี้ หาก ธพว.มีผลการดำเนินงาน ที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง คณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ จะพิจารณานำเสนอ คนร.ให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ทำหน้าที่กำกับและ ติดตามการดำเนินงานของ ธพว.ตามปกติต่อไป
          2. ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) ผลสรุป คนร.รับทราบความคืบหน้าการจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC)ที่ได้จัดตั้งแล้ว เมื่อวันที่ 29 ก.ย.59 และมอบหมายให้กระทรวงการคลัง พิจารณารายละเอียดการเพิ่มทุนเพื่อปรับโครงสร้างทางการเงินของ ธอท. และให้ ธอท. เร่งหาพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญในการบริการสินเชื่ออิสลามโดยเร็ว
          3. องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ผลสรุป คือ คนร.รับทราบความคืบหน้าการดำเนินงานของกรมการขนส่ง ทางบก (ขบ.) ในเรื่องการปฏิรูปการเดินรถโดยสารทั้งระบบใน ภาพรวม โดยยกเลิกมติ ครม. เมื่อวันที่ 11 ม.ค.26 ส่งผลให้มีการแยกบทบาทระหว่างผู้กำกับดูแลการให้บริการรถโดยสารสาธารณะ (Regulator) และผู้ให้บริการเดินรถ (Operator) ออกจากกันอย่างชัดเจน โดยให้ ขบ.เป็นผู้กำกับดูแล (Regulator)และให้ ขสมก. เป็นเพียงผู้ให้บริการเดินรถ (Operator) เท่านั้น เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่เพียงพอ มีคุณภาพ และมีความปลอดภัยในการเดินทาง
          ทั้งนี้ ปัจจุบัน ขบ. อยู่ระหว่างการปฏิรูปเส้นทางรถโดยสาร และกำหนดเส้นทางการเดินรถให้แก่ ขสมก. โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือน ธ.ค.59 นอกจากนี้ ในส่วนของการจัดซื้อ รถโดยสารใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ (NGV) จำนวน 489 คัน ขสมก. คาดว่าจะรับรถได้ภายในเดือน ธ.ค.59 และให้บริการ ได้ตั้งแต่ต้นปี 60
          ทั้งนี้ คนร. มอบหมายให้ ขสมก. เร่งจัดหารถโดยสารที่มีคุณภาพอย่างเพียงพอและประเมินความคุ้มค่าของรถแต่ละประเภท รวมทั้งนำร่องให้นำรถโดยสารไฟฟ้ามาใช้ และให้มีการวิจัยพัฒนาเพื่อต่อยอดต่อไป ตลอดจนให้ ขสมก. แยกแก้ไขปัญหาออกเป็น 2 ส่วน ทั้งในการแก้ไขหนี้ที่มีอยู่เดิม และการสร้างรายได้ในอนาคตเพื่อสามารถเลี้ยงตัวเองได้ โดยกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจน
          4. บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) (บกท.) ผลสรุปคนร. รับทราบความคืบหน้าในการดำเนินการแก้ไขปัญหา โดย บกท.มีผลประกอบการที่ดีขึ้นตามลำดับ ส่วนการเพิ่มประสิทธิภาพในการหารายได้และสร้างความสามารถในการ แข่งขันของ บกท. โดยการเริ่มนำระบบ Revenue Management System (RMS) และระบบ Network Management System (NMS) มาใช้ในการดำเนินงาน
          5. การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ผลสรุป คนร. รับทราบความคืบหน้าในการดำเนินการแก้ไขปัญหาของ ร.ฟ.ท. ในการดำเนินการของคณะทำงานเพื่อเสนอแนะแนวทางและกำกับติดตามการพัฒนาที่ดินที่ไม่ใช้ในการเดินรถ (Non-core) ของ ร.ฟ.ท. ซึ่งได้กำหนดขอบเขตพื้นที่เบื้องต้นที่ใช้ในการจัดทำ แผนการพัฒนาที่ดิน Non-core (Roadmap) ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือน พ.ย.59  ทั้งนี้ มอบหมายให้ ร.ฟ.ท. สร้างความชัดเจนถึงอำนาจหน้าที่และพิจารณาดำเนินการเกี่ยวกับการพัฒนาที่ดินเชิงพาณิชย์ให้สอดคล้องกับข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ และนำเสนอ คนร.ในการประชุมครั้งหน้า
          6.-7. บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) (ทีโอที) และ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) (กสท)  ผลสรุป คนร. รับทราบความคืบหน้าในการดำเนินการแก้ไขปัญหา โดยให้รัฐวิสาหกิจทั้ง 2 แห่ง เร่งจัดตั้งบริษัทลูกที่รัฐถือหุ้น 100% จำนวน 3 บริษัท ได้แก่ โครงข่ายบรอดแบนด์ภายในประเทศ โครงข่ายบรอดแบนด์ระหว่างประเทศ และศูนย์ข้อมูลอินเทอร์เน็ต โดยให้สามารถเริ่มประกอบกิจการได้ภายในเดือน ก.ค.60 ทั้งนี้ ขอให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมและรัฐวิสาหกิจ ทั้ง 2 แห่ง แก้ไขปัญหาองค์กรให้ได้โดยเร็ว
          นอกจากนี้ ในปี 2560 คนร.ได้มีการกำหนดเป้าหมายการดำเนินงานและกรอบระยะเวลาตามแผนการแก้ไขปัญหาองค์กรของรัฐวิสาหกิจทั้ง 7 แห่ง และมอบหมายให้กระทรวงการคลัง นำแผนการแก้ไขปัญหา ไปใช้ประกอบการจัดทำตัวชี้วัดและค่าเป้าหมายในการประเมินผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจในปีงบประมาณ 2560 ด้วย
          ข้างต้นคือ ล่าสุดขอการบ้านชิ้นใหญ่ ของรัฐบาลชุดนี้ ในการสังคายนารัฐวิสาหกิจทั้ง 58 แห่ง
          เพื่อให้สอดคล้องกับกรอบงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจประจำปีงบประมาณ 2560 วงเงิน 1.52 ล้านล้านบาท ที่มากกว่างบลงทุนรัฐวิสาหกิจปี 2559 ที่ 1.48 ล้านล้านบาท แต่ยังน้อยกว่างบลงทุนรัฐวิสาหกิจในปี 2557 ที่มีวงเงินดำเนินการ 1.82 ล้านล้านบาท และน้อยกว่า งบลงทุนของรัฐวิสาหกิจในปี 2558 ที่มีวงเงินลงทุน 2.2 ล้านล้านบาท
          ส่วนผลการประชุมอื่นๆ คนร.ได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ร่วมกับสำนักงาน คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เร่งจัดทำแผนยุทธศาสตร์รัฐวิสาหกิจ 5 ปี ให้มีความสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 โดยน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียงมาประยุกต์ใช้ เพื่อเป็นแผนแม่บท (Roadmap) ที่ชัดเจนในการพัฒนารัฐวิสาหกิจต่อ
          มีการรับทราบและให้ผลักดันให้เกิด "ร่าง พ.ร.บ.การพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ...." โดยเร็ว ให้ยกเลิกการตั้งอนุคณะกรรมการเปิดเผยข้อมูลโครงการก่อสร้างภาครัฐ โดยให้มีบอร์ดคณะกรรมการเปิดเผยข้อมูลโครงการก่อสร้างภาครัฐเพียงชุดเดียว
          แต่ที่ถือว่าต้องจับตาต่อ ก็คือ มติ คนร. ที่ให้รัฐวิสาหกิจกำหนดทักษะ ความรู้ ความเชี่ยวชาญของ "กรรมการรัฐวิสาหกิจ" หรือ (Skill Matrix) โดย คนร. เห็นว่า เรื่องนี้ก็เพื่อนำมาใช้ประกอบการพิจารณาสรรหากรรมการรัฐวิสาหกิจให้สอดคล้องกับความต้องการและสมรรถนะหลัก (Core Competencies)ของแต่ละรัฐวิสาหกิจ โดยมอบหมายให้รัฐวิสาหกิจทุกแห่ง จัดทำ Skill Matrix ที่จำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการ โดยพิจารณาจากความรู้ทางการศึกษาและประสบการณ์การ ทำงานในสาขาด้านต่างๆ เช่น ด้านวิศวกรรม ด้านบัญชี ด้านกฎหมาย เป็นต้น เพื่อนำเสนอคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ และกระทรวงเจ้าสังกัดพิจารณาก่อนส่งให้ สคร. ภายในวันที่ 30 ธ.ค.59
          ทั้งนี้ ในการพิจารณาสรรหากรรมการรัฐวิสาหกิจควรมีการพิจารณาทักษะ ความรู้ ความเชี่ยวชาญที่กรรมการทั้งคณะยังขาดอยู่ เพื่อให้กรรมการรัฐวิสาหกิจทั้งคณะมีคุณสมบัติครบถ้วนทุกด้านที่จำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่ รวมทั้งเพื่อให้ได้กรรมการรัฐวิสาหกิจที่มีคุณสมบัติตอบสนองต่อวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ของรัฐวิสาหกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป และขอให้ตรวจสอบเกี่ยวกับจริยธรรมและจรรยาบรรณของกรรมการรัฐวิสาหกิจด้วย
          "จากนี้ไปแต่ละหน่วยงานต้องกลับไปดูว่า ปัจจุบันยังขาดผู้เชี่ยวชาญทางด้านไหนเข้ามาเป็นกรรมการ และเมื่อได้ข้อสรุปก็ให้เสนอมายังคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ และกระทรวงเจ้าสังกัด ก่อนส่งมาให้ คนร.พิจารณาเห็นชอบ"
          เป็นคำสั่งทบทวน "บอร์ดรัฐวิสาหกิจ" อีกรอบ หลังจากเมื่อ 2 ปีก่อน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.ได้ มอบหมายให้ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองหัวหน้า คสช.ในฐานะหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ ไปทบทวน และดูความเหมาะสมของ สิทธิประโยชน์ของกรรมการในคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของรัฐวิสาหกิจทุกแห่ง หลังจากพบว่าบอร์ดรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ หลายรัฐวิสาหกิจมีการจ่าย ผลตอบแทน เบี้ยประชุมและโบนัสให้กับบอร์ดรัฐวิสาหกิจ จำนวนมาก  บางรัฐวิสาหกิจให้สิทธิประโยชน์อย่างอื่นเพิ่มมากมาย และสามารถลดลงได้บางส่วน
          สำหรับบอร์ดรัฐวิสาหกิจนั้น หลังจากปฏิทินปีงบประมาณ 2560 เชื่อว่าอาจจะต้องเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจ เกรดเอ หลายแห่ง ที่มีผลประโยชน์มากมายมหาศาลในแต่ละปี เพื่อรองรับผู้มีความรู้ความสามารถจริงๆ และข้าราชการที่ เกษียณอายุจากปี 2559 ที่ยังทำงานได้อยู่เพราะยุค คสช.แล้ว การที่จะตั้งคนไปนั่งเพื่อคุมผลประโยชน์ชาติ เป็นสิ่งสำคัญที่ นายกรัฐมนตรีพูดไว้เสมอ เพราะหากในเวลานี้ ถ้าตั้งคนของ ตัวเอง คงมีแต่ถูกด่าเท่านั้น
          เชื่อว่าอย่างไรก็ตาม ก็ต้องมี "บิ๊กทหาร" ไปนั่งอยู่ในบอร์ดรัฐวิสาหกิจต่างๆ ของปีงบประมาณ 2560 แน่นอน  อย่างปีที่แล้ว นายกรัฐมนตรี ยังเคยเซ็นรวดเดียวตั้ง 6 บอร์ดรัฐวิสาหกิจชุดใหม่ มี "บิ๊กทหาร คสช." ที่มีความรู้ความสามารถ เช่น พล.อ.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ผอ.ศูนย์ปรองดอง คสช.กับ พล.อ.วลิต โรจนภักดี รอง ผบ.ทบ. มานั่ง บอร์ดการไฟฟ้า ฝ่ายผลิต (กฟผ.) หรือ พล.อ.ยอดยุทธ บุญญาธิการ ที่มานั่ง บอร์ด รฟม. เป็นต้น
          นอกจากนี้ ข้อมูลของสำนักข่าวอิศรา พบว่าปัจจุบัน (บอร์ดปี 2557-2559) มีนายทหารที่มีความรู้ความสามารถ มานั่งในบอร์ดรัฐวิสาหกิจ ถึงกว่า 20 นาย