ลุ้น"ดีแทค"จับคู่จะร่วมวง.ต้องรอบคอบ!

หุ้นขนาดใหญ่ที่ปรับตัวขึ้นได้อย่างร้อนแรงในรอบ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา หนึ่งในนั้นคงจะหนีไม่พ้น 'โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น' หรือ DTAC โดยราคาหุ้นวิ่งขึ้นจากราว 31 บาท ไปแตะ 39.25 บาท เพิ่มขึ้น 26% จากต้นเดือนที่ผ่านมา  ปัจจัยอย่างหนึ่งที่เข้ามากระทบกับราคาหุ้น คงจะเป็นเรื่องของกระแสข่าวที่ว่า 'Telenor Asia' ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 สัดส่วน 42.62% อาจจะตัดสินใจขายหุ้นออกไป
          มงคล พ่วงเพตา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ กลยุทธ์การลงทุน บล.เคทีบี (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา ได้ประเมินถึงแนวทางที่เทเลนอร์เลือก เพื่อแข่งขันอุตสาหกรรมนี้ ซึ่งส่วนตัวมองว่า เทเลนอร์มีทางเลือกไม่มากนัก เพราะถ้าจะลุยต่อ ก็ต้องลงทุนอีกมาก และปัญหาสำคัญคือ ถ้าเลือกลงทุนต่อ จะคุ้มหรือไม่? "ส่วนตัวคิดว่าเทเลนอร์น่าจะตัดสินใจขายหุ้นออกมา และน่าจะต้องรีบขาย เพราะหากทิ้งไว้นาน มูลค่าของดีแทคอาจจะลดลงไปอีก จากภาวะการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น"
          เมื่อมองเช่นนี้ คำถามตามมาคือ เทเลนอร์ จะขายให้ใคร และใครจะอยากเข้ามาซื้อ
          อุตสาหกรรมสื่อสารปัจจุบันแข่งขัน ค่อนข้างรุนแรง และมือใหม่ไม่มีประสบการณ์น่าจะเข้ามาได้ยาก เมื่อดูจากอดีตที่ผ่านมาจะเห็นว่ามีรายใหม่พยายามสอดแทรกเข้ามาเป็นระยะ แม้แต่ TOT และ CAT เองก็เคยทำ แต่สุดท้ายก็มีแค่ 3 รายหลัก  "ที่สำคัญคือการซื้อดีแทคในเวลานี้ นอกจากมูลค่าที่ต้องจ่าย ผู้ซื้อจะต้อง ลงทุนเพิ่มในเรื่องของใบอนุญาต การวางโครงข่าย ซึ่งก็น่าจะเป็นเงินอีกไม่ต่ำกว่า 4 - 5 หมื่นล้านบาท"
          ฉะนั้นแล้ว จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมจึงมีกระแสข่าวว่าทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) น่าจะเป็นผู้ที่มีสิทธิมากที่สุด หากเทเลนอร์ตัดสินใจขายออกมาจริง เพราะใบอนุญาตที่มีอยู่ราว 100 เมกะเฮิรตซ์ เมื่อรวมกับที่ร่วมมือกับ CAT จึงน่าจะเพียงพอ และไม่ต้องลงทุนเพิ่มในส่วนนี้ ส่วน แอดวานซ์ อินโฟว์ เซอร์วิส (ADVANC) หากเข้ามาซื้อจริง อาจจะติดปัญหาเรื่องการผูกขาดตลาด เพราะปัจจุบันแอดวานซ์มีส่วนแบ่งตลาดกว่า 40% เมื่อรวมกับดีแทคอีกกว่า 20% กสทช.ก็ไม่น่าจะยอมให้เป็นเช่นนี้
          ด้าน กวี ชูกิจเกษม รองกรรมการ ผู้จัดการ บล.กสิกรไทย มองว่า แม้ดีลนี้จะมีความเป็นไปได้ที่จะเกิด แต่ส่วนตัวมองว่าค่อนข้างยาก ด้วย 2 ปัจจัย คือ เทเลนอร์ น่าจะต้องการมูลค่าสูงกว่าปัจจุบันพอสมควรหากจะขายออกไป และฐานะการเงินของทรูในปัจจุบันก็อาจจะไม่พร้อมมากนัก ด้วยภาระหนี้สินที่ค่อนข้างสูง แม้ดีแทคจะเสียส่วนแบ่งการตลาดอย่างต่อเนื่อง แต่มูลค่าของดีแทคก็ยังอยู่ที่ฐานลูกค้าที่มีอยู่พอมากพอสมควร ซึ่งท้ายที่สุดแล้วเทเลนอร์จะอยากขายออกไปหรือไม่นั้น คงจะไม่สามารถตอบได้ แต่หากสังเกตจากการประมูลที่ผ่านมา ดีแทคก็ไม่ได้สู้จนถึงหยดสุดท้ายเพื่อจะให้ได้ ใบอนุญาตมา จึงมีการตั้งข้อสังเกตกว่า ดีแทคจะลุยกับธุรกิจต่อจากนี้แค่ไหน เมื่อเป็นเช่นนี้เทเลนอร์อาจจะตัดสินใจ ขายหุ้นออกไปก็เป็นได้ และไปทุ่มกับธุรกิจในพม่าที่เป็นผู้นำธุรกิจอยู่ในขณะนี้ แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ยังเชื่อว่าดีลนี้เกิดได้ยากจาก 2 ปัจจัยที่กล่าวไป และผู้บริหารของ ดีแทคก็ยังยืนยันมาต่อเนื่องว่าดีแทคจะยังอยู่ในไทยต่อไป "ฐานลูกค้าของดีแทคยังมีมูลค่าอยู่ ก็จริง แต่การทุ่มเงินระดับแสนล้านเพื่อชิงส่วนนี้มาเป็นสิ่งที่ผู้สนใจซื้อต้องตอบให้ได้ว่าคุ้มหรือไม่ และหากต้องการจริงๆ การพิจารณารออีกสัก 2 ปี อาจจะเป็นจังหวะที่ดีกว่าก็ได้"