ADVANCตั้ง"กานต์"นั่งประธานฯ แจ้ง Q3 มีกำไร 6,529 ล้าน ทรุดลง 24%

 แจ้ง Q3 มีกำไร 6,529 ล้าน ทรุดลง 24%
          “ADVANC” แต่งตั้ง “กานต์ ตระกูลฮุน” เป็นประธานกรรมการบริษัท แทน “วิทิต ลีนุตพงษ์” ที่ลาออกไป พร้อมแจ้งงบไตรมาส 3/59 มีกำไรสุทธิ 6,529 ล้านบาท ลดลง 24% เหตุต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น จากการทำโปรโมชั่นแจกเครื่องฟรี และขยายโครงข่ายให้บริการ 4G ย้ำปีนี้ยังคงนโยบายจ่ายปันผล 100%
          นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) เมื่อวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมามีมติแต่งตั้งนายกานต์ ตระกูลฮุน ให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริษัทและประธานกรรมการพัฒนาความเป็นผู้นำและกำหนดค่าตอบแทน แทนนายวิทิต ลีนุตพงษ์ ที่มีความประสงค์ขอลาออกจากตำแหน่ง พร้อมทั้งแต่งตั้งนายฟิลิป เชียง ชอง แทน ให้เป็นกรรมการแทนตำแหน่งที่ว่างลง
          นอกจากนี้ ได้เปลี่ยนแปลงกรรมการผู้มีอำนาจลงนามแทนบริษัทเป็น นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ นายสมประสงค์ บุญยะชัย และนายฟิลิป เชียง ชอง แทน กรรมการ 2 ใน 3 คนเป็นผู้ลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัท
          สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 3/59 บริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่ 37,096 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 36,769 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 6,529 ล้านบาท ลดลง 24% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 8,616 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทมีต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น จากการทำโปรโมชั่นแจกเครื่องฟรี และขยายโครงข่ายให้บริการ 4G  โดยที่ผ่านมาบริษัทเดินหน้าขยายพื้นที่ให้บริการและพัฒนาคุณภาพโครงข่าย 4G ครอบคลุมกว่า 65% ของประชากร เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงส่งผลให้บริษัทมีต้นทุนค่าเสื่อมราคาที่สูงขึ้นตามไปด้วย และจากการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดเพื่อแย่งชิงฐานลูกค้าทำให้บริษัทต้องมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการแจกโทรศัพท์มือถือให้แก่ลูกค้าฟรีเพื่อเป็นการรักษาฐานลูกค้าไว้
          ขณะที่ล่าสุดสิ้นไตรมาส 3/59 เอไอเอสมีฐานลูกค้ารวมทั้งสิ้น 39.9 ล้านเลขหมาย เพิ่มขึ้น 518,400 เลขหมาย โดยแบ่งเป็นลูกค้าในระบบรายเดือน 6.1 ล้านเลขหมาย เพิ่มขึ้นถึง 295,000 เลขหมาย จากการทำแคมเปญแจกโทรศัพท์มือถือฟรี รวมถึงจากการที่ลูกค้ามีความต้องการเปลี่ยนจากระบบเติมเงินมาเป็นรายเดือนกันมากขึ้นตามอัตราการใช้สมาร์ทโฟน โดยมีอัตราการใช้งานอินเทอร์เน็ตต่อเลขหมายต่อเดือนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 4.1 กิกะไบต์
          ส่วนลูกค้าในระบบเติมเงินมีอยู่จำนวนทั้งสิ้น 33.8 ล้านเลขหมาย เพิ่มขึ้น 222,500 เลขหมาย และมียอดค่าใช้บริการเฉลี่ยอยู่ที่ 186 บาทต่อเลขหมายต่อเดือน ซึ่งลดลงเล็กน้อยจากเดิมที่ 188 บาทต่อเลขหมายต่อเดือน ขณะที่แนวโน้มการโทรของลูกค้าโดยรวมยังคงลดลง โดยมีอัตราการโทรเฉลี่ยอยู่ที่ 226 นาทีต่อเลขหมายต่อเดือน
          อีกทั้งบริษัทยังมีต้นทุนและค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 20,768 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 19% จากไตรมาส 2/59 เนื่องจากบริษัทมีต้นทุนโครงข่ายอยู่ที่ 4,094 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 82% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะบริษัทเริ่มชำระค่าใช้เสาโทรคมนาคม และอุปกรณ์ที่เคยส่งมอบให้ทีโอทีเดือนละ 466 ล้านบาท หรือคิดเป็นไตรมาสละประมาณ 1,400 ล้านบาท และยังมีค่าเสื่อมราคาและตัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น 5% เนื่องจากเป็นไตรมาสสุดท้ายที่รับรู้ค่าเสื่อมราคาและตัดจำหน่ายของสินทรัพย์ 2G
          ส่วนภาพรวมผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกของปี 2559 บริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่ระดับ 110,830 ล้านบาท ลดลง 4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 115,429 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากรายได้ในการขายซิมและโทรศัพท์มือถือที่ลดลง 19% จากแคมเปญแจกมือถือฟรีและลดราคาโทรศัพท์เพื่อย้ายลูกค้าไปยังระบบเติมเงินให้มากขึ้น และส่งผลให้กำไรสุทธิงวด 9 เดือนแรกของปี 2559 อยู่ที่ 24,198 ล้านบาท ลดลง 15% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 28,361 ล้านบาท
          อย่างไรก็ตาม บริษัทคาดว่าภาพรวมทั้งปี 2559 จะมีรายได้จากการให้บริการเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่รายได้จากการขายโทรศัพท์จะลดลง และส่งผลให้มีอัตรากำไรติดลบจากการแข่งขันที่ค่อนข้างสูง ส่วนเงินลงทุนในโครงข่ายยังคงอยู่ที่ประมาณ 40,000 ล้านบาท
          ทั้งนี้ หลังจากตัดค่าเสื่อมสินทรัพย์ 2G ครบสัญญาแล้ว จะทำให้ค่าเสื่อมราคาของโครงข่ายลดลง 25% ซึ่งจะชดเชยกับการรับรู้ค่าเสื่อมจากการลงทุนโครงข่าย 3G และ 4G ที่เพิ่มขึ้น โดยคาดว่ามีต้นทุนดอกเบี้ยคงค้างจากใบอนุญาต 1800 MHz และ 900 MHz ประมาณ 1,200 ล้านบาท พร้อมทั้งยังคงนโยบายจ่ายเงินปันผล 100% ของกำไรสุทธิในปี 2559
          นอกจากนี้ บริษัทยังตั้งงบลงทุนไว้ 7,000 ล้านบาท สำหรับการขยายธุรกิจให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงโครงข่ายใยแก้วนำแสง เพื่อให้บริษัทมีบริการครอบคลุมพื้นที่ตัวเมืองกว่า 28 จังหวัด และครอบคลุม 6.5 ล้านครัวเรือน โดยในไตรมาส 3/59 ที่ผ่านมามีพื้นที่ให้บริการแล้วกว่า 3 ล้านครัวเรือน พร้อมทั้งคาดว่าใน 3 ปีข้างหน้าจะมีส่วนแบ่งการตลาดอย่างมีนัยสำคัญ จากการลงทุนอย่างต่อเนื่อง