''ประจิน''โยนงบ1.5หมื่นล.หนุน''ทีโอที''ลุยเน็ตหมู่บ้าน 

 ยืดเยื้อมายาวนาน สำหรับโครงการขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้ครอบคลุมทั่วประเทศตามนโยบายของรัฐบาล หรือโครงการอินเทอร์เน็ตหมู่บ้าน ที่ผ่านมาประสบปัญหาความล่าช้า โดยเฉพาะเรื่องการแบ่งงาน ความ รับผิดชอบ ความไม่ลงตัวของทีโออาร์ เกิดปัญหา ท้วงติงมากมาย ส่งผลให้โครงการนี้ เป็นหนึ่งในโครงการของรัฐที่ถูกจับตามองมากเป็นพิเศษ

          ล่าสุด ที่ประชุมคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (บอร์ดดีอี) โดยมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เมื่อวันที่ 2 พ.ย.ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบ ให้กระทรวงดีอีโอนเงินในการทำโครงการภายใต้ กรอบงบประมาณ 15,000 ล้านบาท ให้บมจ.ทีโอทีรับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินโครงการทั้งหมด ด้วยเชื่อมั่นว่า ทีโอทีเป็นหน่วยงานในการกำกับดูแลของรัฐ และมีความโปร่งใส โดยกระทรวงดีอีจะยังเป็นผู้ตรวจสอบในทุกขั้นตอน

          ทันทีที่บอร์ดดีอีเคาะ ก็มีกรอบเวลาที่ แน่ชัดตามออกมาทันที โดยโครงการต้อง เดินหน้าให้ได้ภายในวันที่ 25 ธ.ค.นี้ และต้องติดตั้งให้ครบอย่างน้อย 85% ภายในปี 2560 และติดตั้งให้ครบทั้งหมดภายในต้นปี 2561

          เชื่อใจ "ทีโอที" ดำเนินการ

          เป็นคำยืนยันที่ดูแข็งขันของ พล.อ.อ. ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการ แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม (ดีอี) โดยล่าสุดเปิดเผยถึงความ คืบหน้าอย่างละเอียดว่า กระทรวงดีอีจะ โอนเงินในการทำโครงการภายใต้กรอบ งบประมาณ 15,000 ล้านบาท ให้บมจ.ทีโอที รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินโครงการทั้งหมด เริ่มตั้งแต่ การหลักเกณฑ์เงื่อนไข (ทีโออาร์) ตลอดจน วิธีการจัดซื้อจัดจ้างและต้องเริ่มลงมือทำโครงการให้ได้ในวันที่ 25 ธ.ค.เพื่อให้โครงการติดตั้งให้ครบ 85 % ภายในปี 2560 และติดตั้งให้ครบทั้งหมดภายในต้นปี 2561

          พล.อ.อ.ประจิน ระบุว่า สาเหตุที่ตัดสินใจ โอนเงินให้ทีโอทีทำแทนวิธีการเดิมที่กระทรวงดีอีต้องเขียนทีโออาร์ แล้วค่อยให้ทีโอที เข้ามาประมูลแบบวิธีพิเศษนั้น เนื่องจากปัญหาความล่าช้าของโครงการที่มีแต่ปัญหามาโดยตลอด ทั้งที่รัฐบาลได้มอบนโยบายให้ดำเนินโครงการมาตั้งแต่เดือน ม.ค. และมีการอนุมัติงบประมาณและมอบให้กระทรวงตั้งแต่เดือน พ.ค. แต่เรื่องการเขียนทีโออาร์ก็มีปัญหาจากการท้วงติง ของหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

          จนกระทั่งเมื่อวันที่ 26 ก.ย.ทีโอทีส่งเอกสารมาก็พบว่าไม่ตรงกับทีโออาร์ที่กระทรวงเขียน ถือว่าไม่ผ่าน จึงต้องหาทางออกเพื่อให้สามารถดำเนินการให้ได้ ซึ่งกระทรวงก็มีการประชุมกันหลายครั้ง ในวันที่ 20 และ 23 ต.ค.ตามลำดับ เพื่อให้โครงการเดินหน้าเดินหน้าต่อ ดังนั้น เมื่อดูระเบียบแล้วเห็นว่ากระทรวงสามารถ โอนเงินให้รัฐวิสาหกิจในหน่วยงานเพื่อทำโครงการได้ กระทรวงจึงขอเลือกทางเดินนี้

          "ตอนแรกที่ไม่เลือกวิธีนี้ เพราะเราก็ไม่คิดว่ากระทรวงทำเองจะเจอปัญหาแบบนี้ แต่ถ้าให้กลับไปทำตามวิธีเดิมมันก็เสี่ยง เกินไป โครงการได้เงินมาแล้ว ท่านนายกฯ ก็ไม่พอใจที่โครงการล่าช้า ไม่พอใจทุกคน ผมด้วย ปลัดกระทรวงด้วย แต่ท่านให้โอกาส โดยจะเสนอคณะรัฐมนตรีรับทราบแนวทางที่ให้ทีโอทีรับหน้าที่ดำเนินงานอีกครั้งหนึ่ง ภายในเดือนพ.ย.นี้"

          อย่างไรก็ดี แม้กระทรวงดีอีจะโอนเงินทั้งหมดให้ทีโอทีเป็นผู้จัดการ แต่ก็อยากให้มั่นใจว่ากระทรวงจะเข้าไปดูและตรวจสอบขั้นตอนการดำเนินงานทั้งหมด ซึ่งมั่นใจว่าทีโอทีจะรับผิดชอบโครงการนี้ด้วยความโปร่งใส เพราะเป็นหน่วยงานราชการอยู่ภายใต้ความควบคุมของกระทรวงอยู่แล้ว

          ดีอี ตั้งกก.ตรวจสอบคู่ขนาน

          พล.อ.อ.ประจิน กล่าวว่า จากเดิมที่กระทรวงดีอีต้องทำโครงการจำนวน 40,432 แห่ง ก็มีข้อท้วงติงว่าซ้ำซ้อนกับโครงการของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม แห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งแม้กระทรวงยืนยันว่า ไม่ทับซ้อน แต่ที่ประชุมก็มีข้อสรุปให้กระทรวงดีอีและกสทช.แบ่งกันทำ

          โดยกระทรวงดีอีโอนเงินให้ทีโอที 1.5 ล้านบาท เพื่อทำโครงการ 24,700 แห่ง กสทช.ทำ 15,732 แห่ง โดยใช้งบโครงการการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึง และบริการเพื่อสังคม (ยูเอสโอ) ที่เหลืออยู่ประมาณ 20,000 ล้านบาททำโครงการ โดยจะแบ่งเป็น โครงการยูเอสโอที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ เพิ่งปลดล็อกคำสั่งชะลอโครงการ 3,920 แห่ง ที่ต้องเสร็จภายในเดือน ธ ค.นี้ และอีก 11,812 แห่ง โดยต้องรอประชุมร่วมกับกระทรวง ในการจัดสรรพื้นที่อีกครั้งหนึ่ง

          ส่วนข้อกังวลว่าเมื่อโอนเงินให้ทีโอทีทำทั้งหมดแล้วจะเกิดปัญหาทุจริตหรือไม่นั้น ตนเองขอยืนยันว่าโครงการนี้เป็นโครงการเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ดังนั้นมั่นใจว่าทีโอทีก็พร้อมจะทำเพื่อประเทศ แต่กระทรวงดีอีก็ไม่นิ่งนอนใจ ต้องตั้งคณะกรรมการตรวจสอบด้วยการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาช่วยกันตรวจสอบซึ่งสื่อมวลชนและประชาชนเองก็ต้องร่วมกันตรวจสอบด้วย โดยโครงการนี้ต้องบอกว่าทีโอทีต้องทำเท่าต้นทุนเหลือเท่าไหร่ต้องคืนรัฐบาลไม่มีการคิดค่าบริหารจัดการเหมือนรูปแบบการทำโครงการแบบแรกแน่นอน