กูเกิลอู้ฟู่ "ยูทูบ" ติดลมบนทำไม "ไทย" ติดท็อปเทนโลก

ไม่มีใครปฏิเสธอิทธิพลของสื่อโซเชียล ที่นับวันจะทรงพลังขึ้นเรื่อย ๆ ไม่เฉพาะจากจำนวนผู้ใช้ที่เพิ่มขึ้นมาก แต่ยังใช้เวลาในแต่ละวันนานขึ้นด้วย
          "กูเกิล ประเทศไทย" ร่วมกับบริษัทวิจัย "ทีเอ็นเอส" สำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในบ้านเราผ่านกลุ่มตัวอย่างหลักพันคน โดยระบุว่า ปัจจุบันเว็บวิดีโอออนไลน์ "ยูทูบ" ได้เข้ามามีบทบาทต่อไลฟ์สไตล์คนไทย มากขึ้น และที่น่าสนใจ คือ 61% ของกลุ่มตัวอย่างบอกว่า เลือกดู "ยูทูบ" มากกว่า "โทรทัศน์" ในระหว่างสัปดาห์จะดูยูทูบมากกว่าโทรทัศน์ คิดเป็น 14 ชั่วโมงจาก 24 ชั่วโมง เลยทีเดียว และในจำนวนนี้มีเพียง 11% ที่บอกว่าชอบดูโทรทัศน์มากกว่า
          ยอดอัพโหลดเพิ่ม 75% ทุกปี
          "ไมเคิล จิตติวาณิชย์" หัวหน้าฝ่ายการตลาด กูเกิล ประเทศไทย กล่าวว่า ในทุกเดือนมีคนทั่วโลกกว่า 1 พันล้านคน เข้ายูทูบเพื่อรับชมความบันเทิง เรียนรู้ และค้นหาแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ทำให้จำนวนชั่วโมงของเนื้อหาที่มีการอัพโหลดเพิ่มขึ้นกว่า 75% ทุกปี ที่ผ่านมาบริษัทให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้มีการสร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพ และหลากหลายร่วมกันเพื่อให้ผู้คนสามารถค้นหาวิดีโอที่ต้องการรับชมได้ง่ายขึ้น และตรงกับความสนใจ ไม่ว่าจะเป็นภาษาใดหรือจากที่ไหนในโลก โดยมีโครงการสนับสนุนครีเอเตอร์มากมาย ตั้งแต่เริ่มหัดทำวิดีโอไปจนถึงการสร้าง รายได้จากวิดีโอที่ตนเองทำขึ้นจนเป็น อาชีพ
          โดยไทยติดอันดับ 1 ใน 10 ประเทศที่มีการใช้งานมากที่สุด และใช้ทุกวัน
          "ผู้บริโภคในประเทศอื่น ภาษาอังกฤษจะดีกว่าเรา ทำให้ความนิยมในการดูคอนเทนต์ กระจายออกไปในเว็บต่างประเทศด้วย ไม่ได้อยู่เฉพาะแค่คอนเทนต์ที่ผลิตเอง ต่างจากบ้านเราคนไทยนิยมดูคอนเทนต์ในประเทศที่ผลิตกันเองมากกว่า"
          อย่างไรก็ตาม การใช้ "ยูทูบ" ในไทยเติบโตอย่างมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จาก 4 ปัจจัยด้วยกัน คือ 1.ผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากการแข่งขันของผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทำให้เครือข่ายครอบคลุมทั่วถึงในราคาที่จับต้องได้ง่ายขึ้น  2.คอนเทนต์มีคุณภาพและหลากหลายขึ้น 3.แพลตฟอร์มที่เปิดกว้างทำให้ผู้ใช้สื่อสารกับผู้ผลิตคอนเทนต์ และกลุ่มเพื่อนได้ และ 4.มีระบบโฆษณาที่ดีขึ้น
          "การใช้อินเทอร์เน็ตในไทยโตจาก 40% ในปี 2014 มาเป็น 62% ในปี 2016 และมากกว่า 53% มีการใช้งานทุกวัน ทั้งยังพบด้วยว่า 66% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในไทยมีการใช้งานกว่า 4 ชั่วโมงต่อวัน และในจำนวนนี้เกินครึ่ง (51% )ใช้เวลาบน ยูทูบเป็นหลัก"
          ตจว.ดูยูทูบมากกว่าคนเมือง
          ทั้งยังพบด้วยว่า ในวันธรรมดา ตั้งแต่เก้าโมงเช้าถึงหกโมงเย็น กลุ่มตัวอย่างจะดู "ยูทูบ" มากกว่าโทรศัพท์ แต่หลังห้าทุ่มไปแล้วจะดู "ทีวี" มากกว่า ซึ่งช่วงเสาร์อาทิตย์ก็คล้ายคลึงกันเพียงแต่ถ้าโฟกัสเฉพาะผู้บริโภคที่มีอายุระหว่าง 18-24 ปีจะดูยูทูบมากกว่าทีวีมาก
          ขณะที่การรับชมยูทูบบนคอมพิวเตอร์พีซีลดลงจาก 77% ในปี 2014 เหลือ 71% ในปี 2016 แท็บเลตจาก 37% เหลือ 28% ส่วนสมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้นจาก 81% เป็น 87% การที่ผู้บริโภคหันมาใช้งานบนโทรศัพท์มือถือมากขึ้นทำให้เวลาใช้งานเฉลี่ยต่อครั้งลดลง มาอยู่ที่ 34 นาทีจากเดิม 38 นาที แต่จำนวนการดูในแต่ละวันถี่ขึ้น จาก 3 ครั้ง เป็น 3.3 ครั้งต่อวัน  และมีระยะเวลาในการดูเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 1.9 ชั่วโมง
          ที่น่าสนใจก็คือ คนในต่างจังหวัดมีการใช้ยูทูบมากกว่าคนในกรุงเทพฯ โดยผู้ที่รับชมในเมืองจะใช้งานเฉลี่ยต่อครั้ง 33 นาที หรือ 1.8 ชั่วโมงต่อวัน ขณะที่ในต่างจังหวัดอยู่ที่ 39 นาทีต่อครั้ง หรือ 2.1 ชั่วโมงต่อวัน
          เน้นบันเทิง "ฟังเพลง-ดูหนัง"
          โดยประเภทของคอนเทนต์ที่ผู้บริโภคให้ความสนใจ 5 อันดับแรก คือ ฟังเพลงไทย (63%) รายการบันเทิงทั่วไป (61%) ดูภาพยนตร์ 60% ฟังเพลงต่างประเทศ (53%) และเรื่องตลกขำขัน (46%)
          นอกจากนี้ 79% ของกลุ่มตัวอย่างยังมองว่า การหาคอนเทนต์บน "ยูทูบ" ง่ายกว่าโทรทัศน์ และ 80% เห็นว่ายูทูบมี คอนเทนต์หลากหลายกว่า ทำให้ 81% เข้ายูทูบ เป็นที่แรกเมื่อต้องการหาคอนเทนต์วิดีโอ
          เมื่อเจาะลงไปในรายละเอียดเกี่ยวกับการค้นหาวิดีโอบน "ยูทูบ" ยังพบด้วยว่า 42% ของกลุ่มตัวอย่าง ดูจากช่องที่ Subscribe 41% ค้นหาบนยูทูบ 31% ค้นจากกูเกิล 25% เข้าโดยการใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วไป และ 21% เข้าผ่านลิงก์ที่มีการแชร์กันในโซเชียลมีเดีย
          เมื่อรับชมวิดีโอบนยูทูบจนจบ 79% จะค้นหาวิดีโอที่เกี่ยวข้องเพื่อรับชมต่อ 75% ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวข้องกับคอนเทนต์ที่ได้รับชมไป และ 74% ดูวิดีโอต่อเนื่องที่ยูทูบจัดการให้
          มากกว่านั้น 77% ของคนดูยูทูบยังมีการแชร์วิดีโอต่อไปให้คนอื่นใน 3 รูปแบบด้วยกัน คือ ผ่านโซเชียลมีเดีย, แชร์โดยก๊อบปี้ลิงก์ และแชร์ทางแอปพลิเคชั่น
          โดยขยายความต่อว่า 71% ของกลุ่มตัวอย่างบอกว่า ยูทูบให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ และแบรนด์สินค้าต่าง ๆ 67% มองว่าเป็นช่องทางของการรับรู้ และ 59% มีการใช้งานต่อ
          ผู้บริหารกูเกิลกล่าวอีกว่า ระบบโฆษณาที่ดีกว่าเดิมทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่ามีประโยชน์ และไม่เป็นอะไรที่น่ารำคาญ โดยลูกค้า 71% บอกว่ายูทูบทำให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ และแบรนด์ 67% เรียนรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ และ 59% ช่วยในการตัดสินใจในการซื้อ
          ถูกใจกดข้ามโฆษณาได้
          รูปแบบการโฆษณาบนยูทูบ ที่ผู้บริโภคชอบที่สุด คือ การกดข้าม (Skip) โฆษณาได้ ซึ่งกลุ่มตัวอย่าง 69% มองว่า การข้ามโฆษณาได้เป็นฟีเจอร์ที่ดี อีก 67% เชื่อว่าการเปิดให้ Skip ทำให้ผู้บริโภคเลือกชมแต่โฆษณาที่ตนสนใจจริง ๆ ได้ ซึ่งดีสำหรับผู้ลงโฆษณาด้วย เพราะจะจ่ายเงินเฉพาะกับคนที่ดูโฆษณาถึง 30 วินาที  ทั้งยังพบด้วยว่า 52% ของคนที่จะดูโฆษณาที่สามารถกดข้ามได้จนจบ และ 48% จะกดข้ามทุกโฆษณาที่กดข้ามได้ แต่ 47% แม้ว่าจะกดข้ามแต่จำได้ว่าเป็นโฆษณาอะไร
          การสำรวจครั้งนี้ยังถามกลุ่มตัวอย่างด้วยว่ามีความคิดเห็นอย่างไร ระหว่างโฆษณาบนยูทูบกับโฆษณาบนโทรทัศน์ได้คำตอบว่า 41% มองว่าโฆษณาบนยูทูบ ก่อกวนน้อยกว่าโทรทัศน์ เพราะกดข้ามได้ และ 37% ชอบมากกว่าด้วย
          มีจำนวน 35% ตั้งใจดูมากกว่าโฆษณาบนทีวี เพราะเป็นการดูผ่านโทรศัพท์มือถือ
          "ที่ผู้บริโภคชอบโฆษณาบนยูทูบมากกว่า ส่วนหนึ่งคงเพราะผู้ทำโฆษณาจะต้องตั้งใจทำให้ดีที่สุดเพื่อไม่ให้คนดูกดข้าม เรายังพบอีกว่า 34% ของกลุ่มตัวอย่างบอกว่าโฆษณาบนยูทูบเหมาะสมกับเขามากกว่า ซึ่งก็มาจากการที่ผู้ลงโฆษณากำหนดกลุ่มเป้าหมายได้ ขณะที่ผู้บริโภคก็เลือกที่จะกดข้ามได้"
          อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่า ตลาดวิดีโอแพลตฟอร์มปัจจุบันมีการแข่งขันเพิ่มสูงขึ้นมากจากการมีผู้ให้บริการหลายราย แม้ไม่เอ่ยว่าเป็นใครก็คงพอเดาได้ไม่ยากนักจากความนิยมของฟีเจอร์ "เฟซบุ๊กไลฟ์"
          แต่ผู้บริหาร "กูเกิล" มองว่าตลาดมีพื้นที่มากพอที่จะให้หลายแพลตฟอร์มอยู่ด้วยกันได้ โดยแต่ละเจ้ามีจุดแข็งที่แตกต่างกันจึงแบ่งแยกกันไปได้ว่าสำหรับ ผู้บริโภคแล้วอยากรับชมคอนเทนต์แบบไหนในช่วงเวลาไหน ซึ่ง "ยูทูบ" มีจุดแข็ง ที่ความหลากหลาย และคุณภาพของ คอนเทนต์
          เมื่อพูดถึงเรื่องรายได้ก็อย่างที่รู้กันว่ารายได้หลักของกูเกิลมาจากโฆษณา และ "ยูทูบ" หรือแพลตฟอร์มวิดีโอออนไลน์มีสัดส่วนมากที่สุด
          "รายได้โฆษณาของยูทูบจะเป็นลักษณะแบ่งรายได้กับพาร์ตเนอร์ที่เข้ามาทำช่องบนยูทูบ ซึ่งโดยทั่วโลกรายได้ของพาร์ตเนอร์เพิ่มขึ้น 50% ต่อปี และในเอเชียเติบโตสูงสุด น่าจะสูงกว่า 50% ซึ่งไทยเป็น 1 ในท็อปเทนของโลก ทั้งในแง่จำนวนชั่วโมงในการดูของยูทูบและรายได้ของพาร์ตเนอร์"