"เอทีแอนด์ที"ยุคปรับตัว

 ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เอทีแอนด์ที ประกาศข้อตกลงซื้อกิจการที่สร้าง ความตกตะลึงไปทั่วโลก นั่นคือข้อตกลงซื้อกิจการไทม์ วอร์เนอร์ ในวงเงิน 85,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3 ล้านล้านบาท) ถือเป็นดีลที่ใหญ่มาก และสะท้อนถึง การเปลี่ยนแปลงในวงการสื่ออย่าง แท้จริง
          ในแถลงการณ์ร่วมของทั้ง 2 บริษัทระบุว่า เอทีแอนด์ทีซื้อหุ้นของไทม์ วอร์เนอร์ในราคาหุ้นละ 107.50 ดอลลาร์ ทั้งในรูปของหุ้นและเงินสด รวม มูลค่าดังที่กล่าวไปแล้วและคาดว่า การซื้อกิจการจะเสร็จเรียบร้อยช่วงปลายปี 2560
          หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของทั้ง 2 บริษัทต่างเห็นตรงกันว่า ในอนาคตธุรกิจสื่อบันเทิงจะเน้นไปที่การบริการสมัครสมาชิกเพื่อชมวีดิโอออนไลน์ เพราะกระแสความนิยมชมวีดิโอบนอุปกรณ์พกพาที่ เพิ่มขึ้นนั่นเอง
          ผลพวงจากการทำข้อตกลงใหญ่นี้  จะทำให้หน่วยธุรกิจภาพยนตร์และทีวีของไทม์วอร์เนอร์ ซึ่งได้แก่ วอร์เนอร์ บราเธอร์ เอชบีโอ, ทีเอ็นที, ทีบีเอส และซีเอ็นเอ็น ถูกรวมกับแพคเกจบอร์ดแบนด์ของเอทีแอนด์ที อย่างยู-เวิร์ส รวมถึงบริการเครือข่ายข้อมูลไร้สายและทีวีดาวเทียมของเอทีแอนด์ทีที่มีชื่อว่าไดเร็คทีวี
          นายเจฟฟ์ บิวเคส ซีอีโอ และประธานไทม์ วอร์เนอร์ ให้ความเห็นว่าโฆษณาแบบกำหนดกลุ่มเป้าหมาย จะเป็นอนาคตของวงการโฆษณา จึงเป็นเหตุให้เม็ดเงินโฆษณามากมายหลั่งไหลไปที่เจ้าพ่อออนไลน์อย่างกูเกิล และ เฟซบุ๊ค ทำให้ทั้งเอทีแอนด์ที และ ไทม์วอร์เนอร์ต้องปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจให้สอดรับกับสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้น
          พร้อมทั้งตั้งเป้าเพิ่มประสิทธิภาพให้วงการโฆษณาบนทีวีและบริการอินเทอร์เน็ตอื่นสามารถแข่งขันกับ กูเกิล และเฟซบุ๊คได้มากขึ้นกว่าที่เป็นในปัจจุบันด้วย
          ส่วนนายแรนแดล สตีเฟนสัน ประธานและซีอีโอเอทีแอนด์ที บอกว่า โลกของเนื้อหาและการ เผยแพร่กำลังหลอมรวมเป็นโลกเดียวกัน บริษัทจึงจำเป็นต้องเดินให้เร็วซึ่งการควบรวมกิจการกันครั้งนี้ จะทำให้เอทีแอนด์ที มีเนื้อหาที่ต่างจากผู้ให้บริการเครือข่าย รายอื่นๆ
          ขณะเดียวกัน ผู้ใช้ก็สามารถสร้างคลิปวีดิโอ หรือเนื้อหาอื่นเพื่อส่งต่อเพื่อนผ่านสื่อโซเชียลได้เร็วขึ้นด้วย
          อย่างไรก็ตาม ข้อตกลง นี้ยังต้องผ่านการอนุมัติจากหน่วยงานที่กำกับดูแลเรื่องกฎหมายต่อต้านการผูกขาดอีกครั้ง เนื่องจากปัจจุบัน บริษัทเอทีแอนด์ที เป็นผู้ให้บริการออกอากาศดาวเทียมที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของสหรัฐ ซึ่งคาดว่าจะไม่ติดปัญหาอะไร
          ขณะที่บริษัทเอทีแอนด์ที จะต้องหาเงินทุนมาเพิ่ม เพราะขณะนี้มีเงินสดในมือเพียง 7,200 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 250,000 ล้านบาท) เท่านั้น
          เนื่องจากข้อตกลงนี้ เป็นข้อตกลงที่ใหญ่ มีมูลค่ามหาศาล จึงไม่แปลกที่จะถูกจับต้องจากกลุ่มการเมืองในสหรัฐ ล่าสุด วุฒิสมาชิกไมค์ ลี จากรีพับลิกัน และ เอมีโคลบูชาร์ จากพรรคเดโมแครต ซึ่ง นั่งในคณะอนุกรรมการต่อต้านการผูกขาดตลาด และกำกับดูแลความเป็นเสรีใน การแข่งขัน ออกมากล่าวว่า การควบรวมกิจการของทั้งบริษัท อาจสร้างประเด็นที่สำคัญเรื่องการแข่งขัน
          ส่วนโฆษกของนางฮิลลารี คลินตัน ตัวแทนพรรคเดโมแครตที่จะลงชิงชัย ในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเดือนพ.ย.นี้ กล่าวว่า ยังมีคำถามและความกังวลมากมายเกี่ยวกับการควบรวมกิจการนี้ ที่ต้องดูในรายละเอียดต่อไป
          ขณะที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกัน กล่าวว่า จะยับยั้งการควบรวมกิจการนี้ หากได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี สหรัฐ
          ด้าน นายเบอร์นี แซนเดอร์ส วุฒิสมาชิกจากพรรคเดโมแครต อดีต ผู้เสนอตัวชิงชัยตำแหน่งตัวแทนพรรค ในการเลือกตั้งประธานาธิบดี กล่าวว่า รัฐบาลควรดำเนินการเพื่อขัดขวางเรื่องนี้ เพราะจะส่งผลต่อผู้บริโภค ทำให้ราคาการให้บริการสูงขึ้น ขณะที่ตัวเลือกในตลาดมีน้อยลง
          ส่วนกลุ่มรณรงค์ด้านสิทธิเพื่อ ผู้บริโภคแสดงความกังวลว่า การควบรวมกิจการครั้งนี้ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่ม เนื้อหาที่จะนำมาเผยแพร่ผ่านเครือข่าย ของ เอทีแอนด์ที อาจกลายเป็นการผูกขาดและก่อให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ผลิตเนื้อหารายอื่นๆ ซึ่งจะกระทบต่อผู้บริโภค
          ทั้งนี้ ไทม์ วอร์เนอร์ อิงค์ เป็นกิจการที่เกิดจากการ ควบกิจการระหว่างไทม์ อิงค์ และวอร์เนอร์ คอมมิวนิเคชันส์ เมื่อปี 2532 ต่อมาในปี 2535 ก็สร้างกิจการไทม์ วอร์เนอร์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ หลังจากร่วมธุรกิจ กับธุรกิจสวนสนุกอีกหกแห่ง ที่ได้ซื้อ กิจการเข้ามาในเครือ โดยที่มีโตชิบา คอร์พอเรชัน และ อิโตชู ถือหุ้นบริษัทละ 6% และทั้งสองบริษัทก็ยังถือหุ้นอีกบริษัทละ 25% ในกิจการไทม์ วอร์เนอร์ เอ็นเตอร์เทนเมนท์