DTACไตรมาส3ทรุดหนัก กำไรเหลือ 658 ล้าน รับผลกระทบค่าเสื่อม

 กำไรเหลือ 658 ล้าน รับผลกระทบค่าเสื่อม
          DTAC กำไรไตรมาส 3 ทรุดเหลือ 658 ล้านบาท ปรับลดลง 46% จากปีก่อน โดนผลกระทบค่าเสื่อม-ค่าตัดจำหน่ายสูงขึ้น ฉุดงบ 9 เดือนแรกกำไรวูบเหลือ 2,055 ล้านบาท
          นายชวิต แสงอุดมเลิศ หัวหน้าฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ DTAC เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 3/59 บริษัทมีกำไรสุทธิจำนวน 658 ล้านบาท ปรับลดลง 46% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อนที่ได้กำไรสุทธิ 1,227 ล้านบาท และส่งผลให้ภาพรวมงวด 9 เดือนแรกบริษัทมีกำไรสุทธิ 2,055 ล้านบาท ปรับลดลงจากช่วงปีก่อนที่ได้กำไรสุทธิ 4,894 ล้านบาท
          สำหรับกำไรสุทธิงวดไตรมาส 3/59 ที่ปรับตัวลดลง 46% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อน โดยส่วนใหญ่แล้วได้รับผลกระทบจากค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายที่สูงขึ้นจากการลงทุนในโครงข่าย อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิไตรมาสนี้ได้เพิ่มขึ้น 366% จากไตรมาส 2/59 ที่ได้กำไรสุทธิ 141 ล้านบาท
          โดยการฟื้นตัวของกำไรสุทธิเมื่อเทียบรายไตรมาส ส่วนใหญ่เกิดจาก EBITDA ที่เพิ่มขึ้นและมีค่าใช้จ่ายพิเศษในการปรับโครงสร้างจำนวน 394 ล้านบาทที่เกิดขึ้นในไตรมาส 2/2559 ซึ่งหากไม่รวมค่าใช้จ่ายพิเศษดังกล่าวแล้ว กำไรสุทธิจะเพิ่มขึ้น 23% จากไตรมาสก่อน
          ขณะที่ EBITDA (ก่อนรายได้และรายจ่ายอื่น) อยู่ที่จำนวน 7,226 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 2.1% จากช่วงปีก่อน โดยส่วนใหญ่เกิดจากมีค่าธรรมเนียมและส่วนแบ่งรายได้ ค่าใช้จ่ายอื่น และค่าใช้จ่ายพนักงานที่ลดลงซึ่งช่วยชดเชยรายได้ที่ลดลงและการให้ส่วนลดค่าเครื่องโทรศัพท์ที่สูงกว่าปีที่แล้ว
          นอกจากนี้ EBITDA เพิ่มขึ้น 9.4% จากไตรมาส 2/59 เนื่องจากมีรายได้จากการให้บริการที่สูงขึ้น รวมทั้งมีผลขาดทุนจากการจำหน่ายเครื่องโทรศัพท์และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ลดลง ทั้งนี้ EBITDA margin อยู่ที่ระดับ 37% เพิ่มขึ้นจากระดับ 35.9% ในไตรมาส 3/58 และเพิ่มขึ้นจาก 33.4% ในไตรมาส 2/59 ซึ่งหากไม่รวมผลจากการจำหน่ายเครื่องโทรศัพท์และชุดเลขหมายแล้ว EBITDA margin จะอยู่ที่ 44.7% สูงกว่าระดับ 42.9% ในไตรมาส 2/59 และสูงกว่าระดับ 41.8% ในช่วงปีก่อน
          ทั้งนี้ บริษัทยังคงประมาณการการเติบโตของรายได้จากการให้บริการไม่รวมค่าเชื่อมต่อโครงข่ายไว้ที่ลดลงเล็กน้อยจากปีที่แล้ว และคงประมาณการเงินลงทุนไว้ที่ระดับเดียวกับปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่ประมาณ 20,000 ล้านบาท โดยจะทำการลงทุนในโครงข่ายบนคลื่น 2.1GHz เพื่อเพิ่มคุณภาพของสัญญาณ หลังจากขยายบริการ 4G ได้ครบทุกอำเภอ
          อีกทั้งให้บริการ 4G-1800MHz ด้วยปริมาณคลื่นความถี่เต็ม 20MHz ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและเมืองหลักแล้ว อย่างไรก็ตาม บริษัทได้เปลี่ยนประมาณการของ EBITDA จากเดิมที่คาด EBITDA margin อยู่ในช่วงประมาณ 31-33% ปรับเป็นคาด EBITDA มีแนวโน้มจะอยู่ในระดับเดียวกับปีที่แล้วเป็นอย่างน้อย ซึ่งในรอบ 9 เดือนแรกปี 2559 บริษัทมี EBITDA อยู่ในระดับทรงตัวที่ -0.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
          สำหรับตลาดบริการโทรคมนาคมยังคงมีแนวโน้มแข่งขันอย่างต่อเนื่อง โดยคาดผู้ให้บริการจะใช้ข้อเสนอเกี่ยวกับเครื่องโทรศัพท์ในการสร้างฐานลูกค้าและประเมินว่าการให้ส่วนลดค่าเครื่องโทรศัพท์ในกลุ่มลูกค้าระบบเติมเงินจะยังมีอยู่ในตลาดอีกระยะหนึ่งแต่ลดระดับความรุนแรงลง ส่วนบริการข้อมูลหรืออินเทอร์เน็ตยังคงเติบโตซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากข้อเสนอด้านเครื่องโทรศัพท์และการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่สูงขึ้น