EGA สำรวจความพร้อม รัฐบาลดิจิตอล กระทรวงการต่างประเทศครองอันดับหนึ่ง

EGA สำรวจความพร้อมหน่วยงานรัฐไทยก้าวสู่รัฐบาลดิจิตอล เผยกระทรวงต่างประเทศครองอันดับ 1 ในภาพรวม ผลสำรวจครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงทิศทางการพัฒนารัฐบาลดิจิตอลของ ประเทศไทย และนับเป็นก้าวสำคัญในการ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน แนวโน้มทั้งอีเซอร์วิช อีเพย์เมนท์ บิ๊กดาต้า และอื่นๆ กำลังมาแรง ปีหน้าภาครัฐระดมอัพเกรดบริการใหม่อีกเพียบ
          ดร.ศักดิ์ เสกขุนทด ผู้อำนวยการสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ  EGA เปิดเผยว่า จากผลการสำรวจระดับความพร้อมการพัฒนารัฐบาลดิจิตอลฯ ประจำปี  2559 ของ EGA ในระดับกระทรวง พบว่า หน่วยงานที่มีพัฒนาการยอดเยี่ยมในภาพรวม  3 หน่วยงานประกอบด้วย อันดับ 1 กระทรวงการต่างประเทศ อันดับ 2 กระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และอันดับ 3 กระทรวงมหาดไทย
          สำหรับการสำรวจครั้งนี้ได้จัดกลุ่มความพร้อม ตามคุณลักษณะเด่นเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้ 1.กลุ่ม  Developed หรือกลุ่มที่มีระดับความพร้อมฯ ที่ดีอยู่แล้วและสามารถพัฒนาความพร้อมฯ ให้เติบโตอย่างดีต่อเนื่องในปีนี้ 2.กลุ่ม Rising Star หรือ กลุ่มที่มีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด 3.กลุ่ม Maintainer หรือกลุ่มที่มีระดับความพร้อมฯ ที่ดี อยู่แล้ว และยังคงรักษาระดับการพัฒนาความพร้อมฯ อย่างต่อเนื่อง และ 4.กลุ่ม Developing หรือกลุ่มที่มีความพร้อมฯ ระดับกลาง และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
          การสำรวจครั้งนี้ EGA จัดทำขึ้นอย่าง ต่อเนื่องเป็นปีที่สองแล้ว เพื่อติดตามระดับพัฒนารัฐบาลดิจิตอลของหน่วยงานภาครัฐระดับกรมในประเทศไทย เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่มีความถูกต้อง น่าเชื่อถือ สามารถใช้อ้างอิงในการดำเนินงานด้านการจัดทำนโยบายและพัฒนารัฐบาลดิจิตอลของประเทศไทย ในปีนี้ทำการ สำรวจหน่วยงานภาครัฐระดับกรม 272 หน่วยงาน แบ่งเป็นหน่วยงานภาครัฐ 146 หน่วยงาน,  รัฐวิสาหกิจ 47 หน่วยงาน, องค์การมหาชนและหน่วยงานอิสระ 79 หน่วยงาน โดยมี หน่วยงานตอบกลับจำนวนทั้งสิ้น 234 หน่วยงาน หรือ 86% ของหน่วยงานทั้งหมด
          คะแนนความพร้อมด้านการพัฒนารัฐบาลดิจิตอลในภาพรวมตามมิติทั้ง 6 ด้าน จาก  100 คะแนนเต็ม ดังนี้ ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ที่มีความมั่นคงปลอดภัยและประสิทธิภาพ (Secure and Efficient Infrastructure) และ ด้านระบบบริหารจัดการภายใน ในรูปแบบอิเล็ก ทรอนิกส์ (Smart Back Office Practices)  เป็นด้านที่มีระดับความพร้อมมากที่สุด โดยมีค่าคะแนน 79/100 ด้านนโยบายและแนวปฏิบัติในการพัฒนารัฐบาลดิจิตอล (Policies and Practices) เป็นด้านที่มีระดับความพร้อมมากรองลงมา โดยมีค่าคะแนน 75/100 ด้านเทคโนโลยี อัจฉริยะและการนำมาใช้ (Smart technologies and practices) เป็นด้านที่มีระดับความพร้อม ปานกลาง โดยมีคะแนน 64/100 ด้านศักยภาพของเจ้าหน้าที่ภาครัฐด้านดิจิตอล (E-Officer with digital capability) และด้านการบริการ ภาครัฐที่สะดวกและเข้าถึงได้ง่าย (Accessible and convenient public services)  เป็นด้านที่มีความพร้อมน้อยที่สุด โดยมีคะแนน  60/100 ในหมวดของการให้บริการ E-Services  ในภาครัฐ พบว่า มีการให้บริการ E-Services  ผ่านช่องทางต่างๆ แล้วถึง 79.9% โดยแบ่งเป็น บริการผ่านเว็บไซต์ 72% บริการผ่านแอพพลิเคชั่น โทรศัพท์มือถือ 51% และผ่านเครื่องคีออส 13%
          การสำรวจยังพบว่า หน่วยงานต่างๆ มีแนว ปฏิบัติในการให้บริการ การรับข้อร้องเรียนและ ข้อเสนอแนะจากผู้รับบริการแตกต่างกัน โดย หน่วยงานที่มีการกำหนดแนวปฏิบัติมีถึง 90% แบ่งเป็นมีขั้นตอนวิธีการตอบรับที่ชัดเจน  76%, มีรูปแบบสำหรับการตอบกลับที่ชัดเจน  46%, มีการกำหนดเวลาในการตอบกลับที่แน่นอน 33% และอื่นๆ รวม 21% ประกอบด้วยมีช่องทางในการให้บริการ การรับข้อร้องเรียนฯ 50%, ดำเนินการตามระเบียบ ข้อกำหนดของหน่วยงาน 32%, อยู่ระหว่างการปรับปรุงและการดำเนินการ 9%, พิจารณาเป็นรายกรณี 7% และจัดจ้างหน่วยงานภายนอกในการดำเนินการ 2% ส่วนหน่วยงานที่ยังไม่มีการกำหนดแนวยังมีสูงถึง  10% ของหน่วยงานทั้งหมด
          อย่างไรก็ตามการให้บริการ E-Service นั้น จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็ว รวมถึงความต้องการใหม่ๆ ของ ผู้บริโภคที่มีมากขึ้น โดยในปีนี้หน่วยงานรัฐ มีการทบทวนและปรับปรุงคุณภาพของบริการ  E-Services มากถึง 67% โดยเป็นปรับปรุงบริการทุกปีสูงถึง 83.3% จึงถือว่าหน่วยงานรัฐไทยมีความทันสมัยในการให้บริการกับประชาชนอย่างมาก ส่วนหน่วยงานรัฐที่ไม่มีการทบทวนและปรับปรุงคุณภาพนั้นแม้จะมีถึง 33% ของการสำรวจ แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดแล้วพบว่า 45% เป็นหน่วยงานไม่ได้มีหน้าที่ในการให้บริการ และ 24% อยู่ระหว่างการจัดทำการทบทวนปรับปรุงคุณภาพของบริการ
          สำหรับการบริการเกี่ยวกับสังคมออนไลน์ที่กำลังได้รับความนิยมในขณะนี้ การสำรวจยังพบว่าหน่วยงานรัฐมีแนวนโยบายและแนวปฏิบัติในการใช้สื่อโซเชียลมีเดียของภาครัฐ แตกต่างกันออกไป โดยพบว่ามีหน่วยงานถึง 69% ได้จัดทำแนวนโยบายและแนวปฏิบัติในการใช้สื่อโซเชียลมีเดียแล้ว โดยทำการเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ 42.86%, เผยแพร่ให้พนักงานภายในรับทราบ 40% และอื่นๆ 17.14% ประกอบด้วยผู้บริหารมีนโยบายในการดำเนินการ 42%, อยู่ระหว่างดำเนินการ 33%, ผ่านสัมมนา/บทความวิชาการ 17% และผ่านแผ่นพับประชาสัมพันธ์ 8%
          ส่วนเรื่องการใช้ระบบ e-payment  ที่จะกลายเป็นบริการใหม่ๆ ที่จะเป็นมาตรฐานการใช้งานภาครัฐต่อไปพบว่า การรับ/จ่ายเงิน ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment)  ยังมีไม่สูงมากนัก คือ มีการรับ/จ่ายเงินผ่าน ระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพียงแค่ 31% แบ่งเป็น การใช้งานผ่านธนาคารอิเล็กทรอนิกส์ 60%,  ผ่านเครื่องรับจ่ายเงินอัตโนมัติ (ATM) 42%,  ระบบบัตรเครดิต 35% และอื่นๆ 28% ซึ่งมีนัยสำคัญอย่างมาคือ เป็นการใช้งาน ผ่านระบบเคาน์เตอร์เซอร์วิสถึง 50% และผ่าน อีเพย์เมนท์ใหม่ๆ ถึง 20% รวมถึงเป็นการรับจ่ายผ่านระบบ GFMIS ของกรมบัญชีกลาง  15% แต่คาดว่าหลังจากการผลักดันนโยบาย พร้อมท์เพย์ของรัฐบาลแล้ว จำนวน 69% ที่ยังไม่มีระบบอีเพย์เมนท์จะเริ่มเข้าสู่ระบบมากขึ้นตามลำดับ
          ในด้านของการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ หรือ  Open Data ที่รัฐบาลกำลังเร่งผลักดันใน ขณะนี้ก็พบว่า 95.73% ของหน่วยงานทั้งหมดมีการเปิดเผยข้อมูลที่อนุญาตให้ผู้ใช้นำไปใช้แบบไม่มีเงื่อนไขและอยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก โดยมีผู้นำข้อมูล เหล่านี้ไปใช้งานประกอบด้วย หน่วยงาน ภาครัฐ 83% และภาคประชาชน 60% ที่สำคัญคือข้อมูลที่เปิดเผยมีผู้นำไปใช้ประโยชน์ใน การพัฒนาแอพพลิเคชั่นถึง 31% ซึ่งถือเป็น แนวโน้มที่ดีมาก
          อีกจุดหนึ่งที่มีการกล่าวถึงกันมากก็คือ การให้บริการอินเตอร์เน็ตไร้สาย หรือ WiFi Hotspot ของหน่วยงานราชการ ซึ่งในการสำรวจครั้งนี้ได้มีการระบุถึงด้วย โดยพบว่า หน่วยงานรัฐ 99% มีการเปิดให้ใช้เรียบร้อยแล้ว แต่ยังเปิดให้ผู้มาติดต่อขอรับบริการใช้งานเพียง  41% นอกนั้นเป็นการเปิดให้เจ้าหน้าที่และหน่วยงานภายนอกที่เข้ามาทำงานร่วมกันใช้งาน ส่วนรัฐวิสาหกิจและองค์การมหาชน/หน่วยงานอิสระ มีสัดส่วนที่เท่ากันคือ มี WiFi Hotspot ให้ใช้แล้ว 95% และทั้งสองหน่วยงานมีแนวโน้มให้ผู้มาติดต่อใช้งานในปริมาณที่สูงขึ้น โดยในปีนี้อยู่ที่ 65% เลยทีเดียว จุดที่น่าสนใจคือ วิธีการใช้งาน พบว่าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจกำหนดให้ต้องลงทะเบียนก่อนเข้าใช้งานถึง 100% ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ดีมาก
          ด้านการใช้งานระบบคลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) พบว่ามีการใช้ถึง 64% โดยเป็นด้านซอฟต์แวร์ (SaaS) 43%, ด้านโครงสร้าง พื้นฐาน (IaaS) 63%, ด้านแพลตฟอร์ม (PaaS) 29% และด้านอื่นๆ 11% ขณะที่ภาครัฐเองก็มีการบริหารระบบสำรองข้อมูลสารสนเทศในยามฉุกเฉินด้วย พบว่ามีการใช้งานในขณะนี้ถึง 97%
          ในการสำรวจความต้องการเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ด้าน IT นั้นพบว่า ตำแหน่งที่ต้องการได้แก่ เจ้าหน้าที่ด้าน ICT และ Network Security สูงเป็นอันดับหนึ่งคือ 76% อันดับสองคือ โปรแกรมเมอร์ 75% และ อันดับสามคือ เว็บมาสเตอร์ 48% นอกจากนั้นเป็นตำแหน่งอื่นๆ 31% เช่น System Administration หรือเจ้าหน้าที่ดูและระบบ/ Database Officer หรือเจาหนาที่จัดการ ฐานข้อมูล 41%, System Analyst หรือ นักวิเคราะห์ระบบ 29% เป็นต้น
          ส่วนของเทคโนโลยีใหม่ที่หน่วยงานภาครัฐเริ่มใช้งานกันแล้ว ปรากฏว่า เทคโนโลยี Big Data หรือการจัดการข้อมูลมหาศาล พบว่ามีหน่วยงานที่ริเริ่มใช้งานแล้วถึง 36% ขณะที่เทคโนโลยี IoT หรือ Internet of Things  เริ่มมีการใช้งานในหน่วยงานภาครัฐแล้ว 11% และจากการสำรวจยังพบว่าแนวโน้มที่ภาครัฐ ที่อยู่ระหว่างการติดตั้งเทคโนโลยีทั้งสองเพื่อนำมาใช้งานเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น
          "ในภาพรวมแล้วผลสำรวจครั้งนี้แสดง ให้เห็นถึงทิศทางการพัฒนารัฐบาลดิจิตอล ของประเทศไทยและนับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน" ดร.ศักดิ์ กล่าวสรุป
          สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (สรอ.) หรือชื่อภาษาอังกฤษ Electronic Government Agency (EGA) เป็นองค์การมหาชนที่จัดตั้งขึ้น เพื่อพัฒนาบริหารจัดการและให้บริการโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศสำหรับหน่วยงานรัฐ ตลอดจน ส่งเสริมให้ความรู้เพื่อยกระดับทักษะความรู้ ความสามารถของเจ้าหน้าที่รัฐให้พร้อมก้าวสู่รัฐบาลดิจิตอล