"ฟินเทค"ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเอเชีย

การแลกเปลี่ยนประสบการณ์การใช้เทคโนโลยีกับธุรกรรมการเงิน (ฟินเทค) ในเวทีการประชุม ACD Connect Business Forum 2016 เบเนดิกซ์ โนเล็นส์ ผู้อำนวยการอาวุโสและประธานคณะกรรมการฝ่ายบริหารความเสี่ยงวางแผนกลยุทธ์และความมั่นคงของฮ่องกง (SFC Hongkong-China) กล่าวว่า ฟินเทคเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมากเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติในหลายภาคส่วนที่สำคัญ ทั้งสตาร์ทอัพ ผู้ประกอบการรายย่อย เอสเอ็มอี อี-คอมเมิร์ซ การค้าออนไลน์ รวมถึงกิจการนำเข้า-ส่งออก อีกทั้งยังเป็นการผสมผสานเทคโนโลยีทางการเงินเพื่อตอบโจทย์ความหลากหลายของวิธีชำระเงินที่แตกต่างกันออกไป ตลอดจนลดค่าใช้จ่ายและสร้างความสะดวกสบายแก่ผู้บริโภค โดยเฉพาะประเทศที่มีศักยภาพด้านประชากรอย่าง จีน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และอินเดีย มีแนวโน้มที่ตลาดฟินเทคจะยังมีความต้องการอีกมากในอนาคต
          เทคโนโลยีและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบันส่งผลให้รัฐบาล รวมถึงสถาบันทางการเงินของประเทศมีหน้าที่เป็นผู้กำกับดูแลในด้านความปลอดภัยของธุรกรรมออนไลน์ ตลอดจนกรอบกฎหมายข้อบังคับทางธุรกรรมที่ต้องสอดคล้องกับเทคโนโลยีทางการเงินรูปแบบใหม่ ไม่ให้เกิดปัญหาข้อผิดพลาดอย่างที่ผ่านมา ทั้งการหลอกลวงทางธุ รกรรมและการเจาะข้อมูลระบบฟินเทค เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการในประเทศตลอดจนคู่ค้าหรือนักลงทุนจากต่างประเทศ
          อย่างไรก็ตาม รัฐบาลต้องส่งเสริมการใช้ระบบ Identity System เพื่อระบุเอกลักษณ์ของบุคคลเพื่อป้องกันมิจฉาชีพตลอดจนง่ายต่อการบังคับคดีหากเกิดข้อผิดพลาด เนื่องจากเทคโนโลยีทางการเงินนั้นมีความเสี่ยงสูงแม้จะมาพร้อมกับความสะดวกสบาย นอกจากนี้รัฐบาลยังต้องพัฒนาระบบนิเวศทางเศรษฐกิจ (Eco System) ให้พร้อมสำหรับฟินเทคและ ผู้ประกอบการรายย่อยโดยเฉพาะสตาร์ทอัพให้เกิดความชัดเจนระหว่าง Private Sector และ Public Sector อีกด้วย ทั้งนี้ผู้ประกอบการรายย่อยเองต้องมีความรับผิดชอบเพียงพอที่จะดูแลแพลตฟอร์มการชำระเงิน รวมถึงระบบ e-Payment ของในแต่ละกิจการให้มีความหลากหลายและปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค
          ด้าน รอย เตียว ผู้อำนวยการฝ่ายนวัตกรรมฟินเทคและเทคโนโลยี Monetary Authority Singapore (MAS) จากสิงคโปร์ กล่าวว่า ฟินเทคเป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างผู้ประกอบการรายย่อยในยุคสมัยใหม่ที่ช่องทางชำระมีส่วนในการตัดสินใจของผู้บริโภค ทั้งยังเป็นหัวใจสำคัญของสถาบันทางการเงินเพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิม ตลอดจนเพิ่มทางเลือกใหม่ในการให้บริการกับประชาชน ดังนั้นฟินเทคจึงเป็นสะพานเชื่อมโยงความสำเร็จระหว่างผู้ประกอบการและสถาบันทางการเงินให้เติบโตไปด้วยกันในอนาคต โดยเฉพาะในประเทศประชากรจำนวนมากอย่าง อินเดีย จีน และสหรัฐ ซึ่งมีความต้องการทางธุรกรรมและพฤติกรรมการจับจ่ายของผู้บริโภคที่หลากหลาย
          นอกจากนี้ แต่ละชาติเอเชียอาจใช้โมเดลหรือต้นแบบการพัฒนาฟินเทคจากประเทศที่มีความพร้อมและประสบการณ์อย่างสิงคโปร์และฮ่องกง เพื่อเชื่อมโยงความรู้และโซลูชั่นทางการเงิน เนื่องจากทั้งสองประเทศเป็นศูนย์กลางทางการเงินที่รับประสบการณ์และเทคโนโลยีจากนักลงทุนต่างประเทศ ทั้งยังมีความสัมพันธ์กับเครือข่ายสถาบันทางการเงินทั่วโลก ประกอบกับฟินเทคนั้นมีการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีอยู่เสมอ ทำให้การวางแผนรับมือร่วมกันของแต่ละประเทศนั้นมีความสำคัญ นอกจากนี้ควรตั้ง Fintech Community ในแต่ละชาติเอเชียเพื่อเป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนข้อมูลและนวัตกรรมทางเงินร่วมกัน รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านฟินเทค ระหว่างกันในอนาคต ทั้งยังสามารถเป็นที่พึ่งให้กับผู้ประกอบรายย่อยในการพัฒนารูปแบบฟินเทคให้สอดคล้องกันแต่ละตลาดของประเทศอีกด้วย
          ขณะที่ แทร์ สุไลมาน ซีอีโอ บริษัท มันนี่ดีไซน์ ของประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า การพัฒนาฟินเทคร่วมกันเป็นสิ่งที่ไม่ยากเกินไปโดยเฉพาะในทวีปเอเชียที่ประชากรส่วนใหญ่มีศาสนาและวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกัน จึงส่งผลให้พฤติกรรมและแนวทางการจับจ่ายไม่แตกต่างกันมากนัก ประกอบกับการขยายตัวของประชากรมุสลิมที่เพิ่มมากขึ้นยังส่งผลให้ผู้พัฒนาในเอเชียสามารถร่วมกันแสวงหาแนวทางบูรณาการฟินเทคเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคในแต่ละชาติเอเชียร่วมกันได้อีกด้วย อย่างเช่น ตลาดอินโดนีเซีย ตลาดฟิลิปปินส์ ตลาดบรูไน และตลาดอินเดีย
          เบเนดิกซ์ โนเล็นส์ กล่าวถึงหัวข้อ Driving Asian Economies with Fintech ในงาน ACD Connect Business Forum 2016 ว่า ความท้าทายสำคัญของฟินเทค คือ ความตระหนักรู้และเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชน เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังไม่มีความรู้เพียงพอ จึงไม่ตัดสินใจหันมาใช้ธุรกรรมรูปแบบใหม่ ประกอบกับจำนวนประชากรที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตในเอเชียยังมีเพียงร้อยละ 50 นอกจากนี้การปรับปรุงกรอบกฎหมายและข้อบังคับเพื่อรองรับฟินเทคในแต่ละประเทศยังคงค่อยเป็นค่อยไป ขาดความชัดเจน และเอกภาพของแนวทางการพัฒนาร่วมกัน
          ขณะที่ แทร์ สุไลมาน กล่าวว่า ความท้าทายของระบบฟินเทค คือ ระบบโลจิส ติกส์การขนส่งและโครงสร้างพื้นฐานของแต่ละชาติให้สอดรับกับการขยายตัวเศรษฐกิจเอเชียในอนาคต เพราะเอเชียเป็นฐานผลิตและส่งออกสินค้าที่สำคัญ อีกทั้งระบบ โลจิสติกส์ที่ดียังสามารถกระจายโอกาสให้กับผู้ประกอบการรายย่อยได้อีกด้วย
          ข้อสรุปดังกล่าวสอดคล้องกับผลการศึกษาของธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ระบุว่า ทวีปเอเชียยังคงต้องการเงินทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอีกราว 2.8 ล้านล้านบาท ในอีก 10 ปีข้างหน้า ส่งผลให้ตลาดโครงสร้างพื้นฐานจะขยายตัวราว 7% ต่อปีในอนาคต ทั้งนี้ในทวีปเอเชียยังคงมีประชากรกว่า 1,800 ล้านคน ที่เข้าไม่ถึงโครงสร้างพื้นฐานอย่างถนนหนทาง ขณะที่ประชากรอีก 800 ล้านคน ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ รวมถึงประชากรอีก 600 ล้านคน ที่ยังไม่มีแหล่งน้ำสะอาดเพื่อบริโภค