"ประจิน"โชว์โรดแมป ขับเคลื่อน"กระทรวงดีอี"

 หมายเหตุ - พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี และรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กระทรวงดีอี) กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ การเป็น "กระทรวงดีอี" ไม่ใช่เปลี่ยนแค่ชื่อ และกระทรวงดีอีจะรุกการทำ อี-คอมเมิร์ซ ของประเทศ เราควรเดินหน้าอย่างไร? ในงาน "Thailand e-Commerce Week" จัดโดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือเอ็ตด้า ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม
          กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เปลี่ยนไปเป็นกระทรวงดีอี ทำให้ตัวกระทรวงจะมีหน่วยงานใหม่เพิ่มเข้ามาในโครงสร้างคือสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีการย้ายศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติไปอยู่กับกระทรวงมหาดไทย ส่วนหน่วยงานภายในไปจนถึงบริษัทรัฐวิสาหกิจใต้กำกับดูแล ได้แก่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน), บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม ทำให้บุคคลทั่วไปมักคิดว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นเพียงแค่เหล้าเก่าในขวดใหม่เท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว แม้ภายนอกดูเหมือนเดิม แต่โครงสร้างภายในของแต่ละหน่วยงานก็มีความเปลี่ยนแปลงไปเช่นเดียวกัน ให้มีภารกิจที่มุ่งเดินหน้าการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยดิจิทัลมากยิ่งขึ้น ตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการใช้เรื่องของดิจิทัลมาช่วยยกระดับในทุกมิติ ได้แก่ ภาคเศรษฐกิจ สาธารณสุข ท่องเที่ยว และการเดินทาง
          อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่รัฐบาลลุกขึ้นมาขับเคลื่อนในเรื่องของดิจิทัลอย่างเต็มตัวจนถึงขั้นต้องมีการจัดตั้งเป็นกระทรวง นอกจากจะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจแล้ว ยังมาจากสาเหตุที่เวลานักลงทุนต่างชาติจะพิจารณาเข้ามาลงทุนในประเทศใดประเทศหนึ่ง เขามักจะดูในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานของประเทศนั้นๆ เป็นหลัก จากเดิมที่นักลงทุนจะดูในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานในการเดินทาง ทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ โครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภคและพลังงาน แต่ปัจจุบันนักลงทุนจะดูในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลด้วยเช่นกัน
          สำหรับยุทธศาสตร์หลักที่หน่วยงานแต่ละหน่วยงานต้องร่วมกันขับเคลื่อนร่วมกับรัฐบาลคือ 1.การส่งเสริมเศรษฐกิจด้วยดิจิทัลให้เป็นไปตามบริบทต่างๆ 2.การใช้ดิจิทัลช่วยขับเคลื่อนประเทศให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี 3.ใช้ดิจิทัลเสริมคุณภาพชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำของคนในสังคม และ 4.ส่งเสริมการดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์โดยเบื้องต้นเพื่อให้ประชาชนได้เห็นภาพของการก้าวสู่การเป็นดิจิทัลไทยแลนด์ หรือสมาร์ทไทยแลนด์ในอนาคต ขณะนี้ทางรัฐบาลได้ทำโครงการนำร่องสมาร์ทซิตี้ที่จังหวัดภูเก็ตเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และกำลังจะขยายเพิ่มเติมไปยังจังหวัดเชียงใหม่ จากนี้จะเห็นทั้ง 2 จังหวัดดังกล่าวมีการนำเรื่องของเทคโนโลยีเข้ามาให้บริการแก่ภาคประชาชนในส่วนงานของภาครัฐมากยิ่งขึ้น ไปจนถึงในเรื่องของการเดินทาง ซื้อ-ขายสินค้า และแจ้งเหตุเร่งด่วน
          ในส่วนภารกิจหลักของกระทรวงดีอี ที่กำลังจะเห็นภาพเป็นรูปธรรมคือการวางโครงข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) ไปยังทุกหมู่บ้านของประเทศไทยที่มีอยู่ราว 70,000 หมู่บ้าน โดยปี 2559-2560 บรอดแบนด์จะเข้าไปยัง 30,000 หมู่บ้าน ปลายปี 2560-2561 บรอดแบนด์จะเข้าไปยัง 40,000 หมู่บ้าน ส่วนหมู่บ้านที่เหลือจะสามารถใช้อินเตอร์เน็ตความเร็วทั่วไปได้ ก่อนจะทยอยขยายไปเป็นแบบความเร็วสูง รวมทั้งทางกระทรวงดีอียังมีการจัดทำศูนย์ดิจิทัลชุมชน เพื่อให้ความรู้ประชาชนในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างถูกต้องเหมาะสม
          แต่การที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่การเป็นสมาร์ทซิตี้ได้ กลไกสำคัญไม่ได้อยู่เพียงแต่ในภาคของรัฐบาลเท่านั้น ยังต้องมาจากภาคประชาชน ภาคเอกชน ที่จะต้องเข้ามาทำเรื่องการค้าขาย การลงทุน ซึ่งช่องทางที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มหรือสร้างโอกาสทางธุรกิจในเวลานี้คือการทำการค้าทางอิเล็กทรอนิกส์หรืออี-คอมเมิร์ซ ตัวอย่างเช่น จีนที่ตอนนี้เศรษฐกิจกำลังพุ่งขึ้นไปเป็นผู้นำของโลก ต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งมาจากการที่ 25% หรือประชากร 1,300 ล้านคนทั่วโลกรู้จักการซื้อของผ่านอินเตอร์เน็ต ในทางกลับกัน ถ้าหากประเทศไทยทำได้เช่นเดียวกับจีนก็จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าโอท็อป สินค้าและผู้บริการจากผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และสตาร์ตอัพได้อย่างมากมาย
          เฉพาะอย่างยิ่งในยุคนี้ที่การสื่อสารเปิดกว้างเป็นโลกไร้พรมแดน โทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์ไม่ควรใช้เพียงเพื่อติดต่อสื่อสาร ซึ่ง เอ็ตด้าได้ศึกษาข้อมูล พบว่าการใช้อินเตอร์เน็ตบนมือถือส่วนใหญ่เป็นการใช้เพื่อความบันเทิง การแลกเปลี่ยน แชร์ แชตมากกว่า การเพิ่มความสามารถในการใช้ข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตเพื่อการซื้อ-ขายสินค้า สิ่งที่กระทรวงจะทำคือ การวางโครงสร้างพื้นฐานรองรับการทำธุรกรรม ดิจิทัลเป็นเทคโนโลยีที่จะเพิ่มประสิทธิภาพ
          "วันนี้จึงอยากให้ประชาชนมั่นใจได้ในเรื่องของการทำอี-คอมเมิร์ซ ว่ารัฐบาลในทุกมิติ หากไม่รู้จะเริ่มหรือจะทำการค้าอย่างไร กระทรวง ดีอี กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการ ส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ก็พร้อมให้การสนับสนุน หรือหากมีปัญหาในด้านแหล่งเงินทุน สถาบันการเงินต่างๆ ทั้งรัฐและเอกชนก็พร้อมให้การสนับสนุน ส่วนในเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์ เอ็ตด้าเป็นผู้ให้การดูแลอยู่ อีกทั้งใน ส่วนร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. ..กำลังอยู่ในขั้นรวบรวมความเห็นเสนอสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตามลำดับ"
          จากนี้จึงอยู่ที่ภาคประชาชนพร้อมหรือไม่ในการทำการค้าออนไลน์ก้าวไปสู่ตลาดโลก พร้อมหรือไม่ในการจัดหาวัตถุดิบมารองรับปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นได้ พร้อมหรือไม่ในการผลิต แปรรูป สร้างแพคเกจผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม สิ่งเหล่านี้พร้อมแล้วหรือไม่
          ทั้งนี้ ปัจจุบันมูลค่าตลาดอี-คอมเมิร์ซ จากการสำรวจของ เอ็ตด้า พบว่าปี 2558 มีมูลค่าอยู่ราว 2.2 ล้านล้านบาท ซึ่งทางกระทรวงอยากขอความร่วมมือจากประชาชนในการขับเคลื่อน การซื้อ-ขายผ่านอี-คอมเมิร์ซในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศ โดยเริ่มจากการเพิ่มมูลค่าการซื้อขายผ่านอี-คอมเมิร์ซในปี 2559 ให้เป็น 2.5 ล้านล้านบาท
          ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ
          กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้งเว็บไซต์
          บริษัท ตลาดดอทคอม และนายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย
          ปัจจุบันจะเห็นว่าสัดส่วนการซื้อขายสินค้าผ่านอี-คอมเมิร์ซจะเพิ่มขึ้นทุกปี โดยปัจจัยที่ทำให้เติบโตเร็วมาจากเครือข่ายอินเตอร์เน็ตทั้งแบบมีสายและไร้สาย ครอบคลุมให้เข้าถึงการใช้งานของประชาชนได้อย่างง่ายดาย มีราคาถูกลง เช่น การใช้งานอินเตอร์เน็ตบ้านทุกวันนี้ ความเร็ว 20 เมกะบิต ประชาชนจ่ายแค่เพียง 590 บาท ประกอบกับการซื้อของผ่านทางออนไลน์สามารถทำได้อย่างสะดวกสบายจากที่ใดก็ได้ สามารถอ่านรีวิวสินค้าและมีราคาจูงใจ ด้วยปัจจัยเหล่านี้ก็เลยทำให้การซื้อของออนไลน์เติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยเองก็มีอัตราการเติบโตของอี-คอมเมิร์ซในอัตราเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10% ทุกปี โดยปัจจุบันมีมูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 2.2 ล้านล้านบาท
          สำหรับในด้านการให้การสนับสนุนจากทางภาครัฐเวลานี้ ในมุมของภาคเอกชน เห็นว่าทางรัฐบาลได้ดำเนินมาอย่างถูกต้องเหมาะสม แล้ว เช่น การมีเอ็ตด้ามาเป็นหน่วยงานที่ทำงานร่วมกับภาคเอกชน, การจัดงานต่างๆ เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนในการเริ่มทำอี-คอมเมิร์ซ เช่น การจัดงาน "Thailand e-Commerce Week" เฉพาะอย่างยิ่งการที่รัฐบาลเริ่มทำในเรื่องพร้อมเพย์ ซึ่งจะเข้ามาช่วยในเรื่องการลดค่าใช้จ่ายในการโอนเงินค่าสินค้าต่างธนาคาร ก็จะทำให้ประชาชนตัดสินใจได้ง่ายขึ้นในการซื้อ-ขายสินค้า หรือลดต้นทุนจากทางผู้ประกอบการ
          อย่างไรก็ดี อุปสรรคในการซื้อ-ขายออนไลน์ เมื่อตัดในเรื่องของค่าโอนเงินต่างธนาคารแล้ว ในมุมผู้ประกอบการยอมรับว่ายังเหลือในเรื่องของการจัดส่งสินค้า ซึ่งจากการสำรวจพฤติกรรมการซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์ พบว่ามีผู้ซื้อจำนวนไม่มากที่สั่งซื้อสินค้าเสร็จสิ้นแล้วแต่ต้องทิ้งการซื้อ-ขายสินค้าไปเนื่องจากเจอค่าส่ง เช่น ซื้อสินค้า 300 บาท แต่มีค่าส่งสินค้า 50 บาท รวมเป็น 350 บาท โดยเฉพาะกลุ่มผู้ซื้อเพศหญิงที่มักจะมีพฤติกรรมการซื้อสินค้าเป็นชิ้นเล็กราคาไม่แพงมากในการซื้อสินค้าแต่ละครั้ง ต่างจากเพศชาย ที่มักซื้อสินค้าราคาสูงๆ ทางอินเตอร์เน็ต จึงไม่ให้ความกังวลเรื่องค่าส่งมากนัก ทั้งนี้ ที่ผ่านมาตลาดดอทคอมได้เคยจัดโปรโมชั่นส่งฟรี ก็พบว่ามียอดซื้อสินค้าเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ซึ่งในประเด็นนี้จึงอยากให้ผู้ประกอบการปรับในเรื่องกลยุทธ์การส่งสินค้าให้ดี เพื่อที่จะได้ลดปัญหาเรื่องยกเลิกการสั่งซื้อสินค้าเพราะค่าส่งได้
          นอกจากนี้ ในด้านข้อกังวลในมุมของผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซไทยในขณะนี้คือการที่ผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซจากต่างประเทศ อาทิ จีน เกาหลี หรือยุโรป เข้ามาทำตลาดกันมากขึ้น มาพร้อมกับเทคโนโลยี กลยุทธ์ทางการตลาดที่ทันสมัย สิ่งเหล่านี้จะมาควบคุมตลาดประเทศไทยได้อย่างเบ็ดเสร็จ เช่นเดียวกับตลาดท่องเที่ยวเวลานี้ ที่ขณะนี้การจองตั๋วเครื่องบินหรือที่พักต้องจองผ่านแพลตฟอร์ม หรือรูปแบบการใช้งานผ่านเว็บไซต์หรือแอพพลิเคชั่นต่างๆ จากทางต่างประเทศ ซึ่งอาจทำให้ประเทศไทยไม่ได้รับประโยชน์จาก อี-คอมเมิร์ซได้ 100%
          ฉะนั้น ทางผู้ประกอบการไทยต้องรู้จักปรับตัว เพิ่มช่องทางการขายที่หลากหลาย แพลตฟอร์มมากยิ่งขึ้น ไปจนถึงหาก ผู้ประกอบการรายใดมีความพร้อม อยากให้ลองสร้างแพลตฟอร์ม เช่น เว็บไซต์ หรือแอพพลิเคชั่นของตนเอง--จบ--