ทีโอทีมั่นใจภายใน6เดือนเซ็นสัญญาAISใช้คลื่น2100 

 TOT มั่นใจภายใน 6 เดือนได้เซ็นสัญญากับ “เอไอเอส” ใช้คลื่น 2100 MHz หลังอยู่ระหว่างร่างสัญญาฉบับจริง ขณะที่ตั้งเป้ามีรายได้เพิ่มจากโครงการเดินท่อร้อยสายโทรคมนาคม เฟส 1 ในเขตกรุงเทพฯ ปีละ 500 ล้านบาท

          นายมนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หรือ TOT เปิดเผยว่า บริษัทคาดจะสามารถลงนามในสัญญาการเป็นพันธมิตรกับบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ตเวอร์ค จำกัด (AWN) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC (เอไอเอส) ในการใช้คลื่นความถี่ 2100 MHz ร่วมกันได้ภายในระยะเวลา 6 เดือน

          โดยล่าสุดบริษัทกำลังยังอยู่ระหว่างการร่างสัญญาฉบับจริงระยะยาว ซึ่งจะต้องนำร่างสัญญาดังกล่าวเสนอให้แก่ 3 หน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) และสำนักงานอัยการสูงสุด พิจารณาตรวจสอบร่างสัญญาดังกล่าวอีกครั้ง

          ทั้งนี้ การทำสัญญากับเอไอเอสนั้น จะทำให้ทีโอทีมีรายได้ปีละ 10,000-12,000 ล้านบาท โดยสัญญาที่จะทำร่วมกันนั้น

          มีประมาณ 3-5 สัญญา แต่ปัจจุบันมีเพียงการลงนามในสัญญาทดลองระบบการให้บริการข้ามโครงข่าย (โรมมิ่ง) บนคลื่น 2100 MHz เป็นระยะเวลา 6 เดือน วงเงิน 975 ล้านบาทเท่านั้น

          นายมนต์ชัย กล่าวต่ออีกว่า สำหรับโครงการเดินท่อร้อยสายโทรคมนาคม เพื่อให้ทางโอเปอเรเตอร์ต่างๆ เช่า เฟสที่ 1 ในเขตกรุงเทพฯ รวมเป็นระยะทาง 127 กิโลเมตร ที่ได้ดำเนินการไปพร้อมกับทางการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) จะเสร็จสิ้นภายในระยะเวลา 5 ปีนั้น หากสร้างแล้วเสร็จจะสามารถสร้างรายได้เพิ่มให้แก่บริษัทอีกปีละประมาณ 500 ล้านบาท จากปัจจุบันที่มีท่อร้อยสายอยู่จำนวน 25,000 กิโลเมตร โดยแบ่งเป็นในเขตกรุงเทพฯ 20,000 กิโลเมตร และต่างจังหวัด 5,000 กิโลเมตร มีรายได้จากลูกค้าที่ใช้งานอยู่ปีละ 400-500 ล้านบาท

          โดยที่ผ่านมาได้มีการเสนอแนวทางในการลงทุนเพื่อให้คณะกรรมการบริษัทรับทราบแล้วว่า จะทำในรูปแบบกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) ในรูปแบบที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ทำอยู่ ซึ่งทำให้บริษัทไม่ต้องพึ่งงบประมาณจากภาครัฐ ซึ่งคณะกรรมการบริษัทมีมติเห็นชอบแล้ว

          ขณะที่ล่าสุดอยู่ระหว่างให้ทางฝ่ายบริหารจะดำเนินการร่างสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง (ทีโออาร์) เพื่อจ้างที่ปรึกษาในการให้คำปรึกษาในการจัดตั้งกองทุนรวม โดยคาดว่าภายในไตรมาส 2/60 จึงจะสามารถจำหน่ายหน่วยลงทุนดังกล่าวได้ เนื่องจากมองว่าในอนาคตจะมีอีกหลายพื้นที่ต้องการเดินท่อร้อยสายลงใต้ดินเพื่อปรับภูมิทัศน์ตามหัวเมืองใหญ่ๆ และสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ

          สำหรับเงินทุนตั้งต้นในการจัดตั้งกองทุนนั้น ทีโอทีจะใช้กระแสเงินสดที่คาดว่าจะมีรายได้ในอนาคตนำเข้ากองทุนก่อน ส่วนกสท โทรคมนาคม จะใช้กระแสเงินสด หรือทรัพย์สินท่อร้อยสายที่มีอยู่ก็ต้องขึ้นอยู่กับกสท โทรคมนาคม ซึ่งต้องหารือกันอีกครั้งหนึ่ง โดยการระดมทุนในครั้งแรกทีโอทีต้องการเงินเริ่มต้นประมาณ 10,000 ล้านบาท เพื่อดำเนินการนำสายโทรคมนาคมที่อยู่ติดกับเสาไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ลงดิน

          ส่วนผลการดำเนินการของบริษัทในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-ส.ค.59) ทีโอทีมีรายได้รวม 18,125 ล้านบาท และมีขาดทุน 10,824 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีผลขาดทุนเพิ่มขึ้น 9,531 ล้านบาท โดยปี 2558 ขาดทุน 1,293 ล้านบาท ส่วนทั้งปี 2559 คาดว่าจะมีรายได้ 37,459 ล้านบาท และมีขาดทุนสุทธิ 14,037 ล้านบาท