ทีโอที-แคทเด้งรับปั๊มแผนเร่งลงทุน5.8หมื่นล.ดันศก.

 2 รัฐวิสาหกิจขานรับนโยบายรัฐ เร่งคลอดโครงการลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจ "แคท" ซิวงบปี 60 จำนวน 5.3 หมื่นล้าน เดินหน้าขยายโครงข่ายไฟเบอร์ออพติก รองรับการใช้งานทั้งในและตปท. ด้าน "ทีโอที" ได้งบลงทุน 4,000-5,000 ล้าน ลุยซ่อมบำรุงอุปกรณ์
          พ.อ.สรรพชัย หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)(บมจ.) หรือแคท เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ขณะนี้แคทได้รับการจัดสรรงบประมาณปี 2560 เป็นวงเงินจำนวน 5.3 หมื่นล้านบาท โดยงบประมาณหลักนั้นจะใช้ดำเนินการติดตั้งโครงข่ายโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นเรื่องไฟเบอร์ออพติก เพื่อขยายการรองรับการใช้งานที่เพิ่มขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ
          นอกจากนี้แล้วจะเร่งรัดการลงทุนตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดย แคท เตรียมแผนเบิกจ่ายงบประมาณการลงทุนเพิ่มเติม ยกตัวอย่างเช่น งบลงทุนเดิมจากงวดแรกสัดส่วน 25% เพิ่มเป็น 30% และงวดที่ 2 จาก 60% เป็น 65% เป็นต้น
          อย่างไรก็ตามในส่วนของแผนการลงทุนนั้น แคท มีแผนการขยายโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสงใต้น้ำเป้าหมายการขยายเส้นทางที่มีอยู่แล้ว ซึ่งเดิมมี 6 เส้นทาง โดยจะเลือกลงทุนในเส้นทางที่เหมาะสม ส่วนจะขยายมากหรือน้อยขึ้นกับงบประมาณปี 2560 และความจำเป็นในการใช้ปริมาณสื่อสารข้อมูล ทั้งนี้ อัตราการเติบโตของการใช้ข้อมูลเฉลี่ย 80% ต่อปี ด้วยศักยภาพของโครงข่ายที่มี หากมีความจำเป็นต้องขยายเพื่อรองรับความต้องการ สามารถขยายการรองรับความต้องการใช้ข้อมูลในช่วง 5 ปีนับจากนี้
          ส่วนงบประมาณจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) จำนวน 5,000 ล้านบาท ที่ให้ แคท เป็นผู้ดำเนินการวางโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสงใต้น้ำนั้น จะต้องรอดูความชัดเจนจากกระทรวงก่อนเพราะถือเป็นเจ้าของโครงการ และสำหรับเป้าหมายผลประกอบการปี 2559 นี้ รายได้หลักยังคงมาจากการขายส่งความจุโครงข่ายเอชเอสพีเอในธุรกิจโมบาย คาดว่าจะมีรายได้รวม 52,800 ล้านบาท
          ด้านแหล่งข่าวจากแคท กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับงบประมาณปี 2560 ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติงบจำนวน 53,956.73 ล้านบาทนั้น แต่ทาง แคท ต้องดำเนินการเข้าแผนฟื้นฟูกิจการตามมติของ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ส่งผลให้งบประมาณเหลือเพียง 52,341.35 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการเช่าเครื่องอุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ HSPA (High-Speed Packet Access) จำนวน 3,032 ล้านบาท ค่าเสื่อมราคาลดลงจำนวน 762 ล้านบาท และ ค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์เอกชนลดลง 2,300 ล้านบาท จากการด้อยค่าสินทรัพย์ที่ได้รับโอนจากบริษัทเอกชนแต่ไม่สามารถใช้งานได้
          นอกจากนี้แล้ว ตามที่ สคร. มีนโยบายปรับโครงสร้างรัฐวิสาหกิจ ของ แคท และ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) โดยปรับโครงสร้างธุรกิจให้เป็น แคทโฮลดิ้ง และ ทีโอที โฮลดิ้ง แบ่งออกเป็น 3 บริษัท คือ 1.บริษัท โครงข่ายบรอดแบนด์ ภายในประเทศ (NBN CO) 2.บริษัทโครงข่ายระหว่างประเทศ (NGN CO) และ 3.บริษัทศูนย์ข้อมูลอินเตอร์เน็ต (IDC CO) ซึ่งให้ดำเนินการแล้วเสร็จในปี 2560 โครงสร้างดังกล่าวบริษัทที่ถูกจัดตั้งให้เป็น โฮลดิ้ง จะอยู่รอดได้เพียงองค์กรเดียว แต่บริษัทลูกจะประสบปัญหาขาดทุนอย่างแน่นอน
          "แม้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) มีแผนให้ แคท และ ทีโอที เป็นผู้ดำเนินการโครงการบรอดแบนด์แห่งชาติ กรอบงบประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท จำนวน 3 หมื่นตำบล โครงการนี้ก็ยังไม่คืบหน้า แม้แต่บริษัท ดีลอยท์ คอนซัลติ้ง จำกัด(ดีลอยท์) ก็ออกมาเปิดเผยว่า สคร. ไม่ได้จ้างให้มาศึกษาข้อมูลแยก 3 บริษัท แต่อย่างใด ตอนนี้พนักงานทุกคนต้องการความชัดเจนในเรื่องนี้" แหล่งข่าว กล่าว
          ส่วนนายอนุชิต ธูปเหลือง รองประธานสหภาพฯ บมจ. ทีโอที และรองประธานสหพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจ (สพร.ท.) เปิดเผยว่า งบประมาณที่ ทีโอที ได้จากภาครัฐในแต่ละปีอยู่ที่ 4,000-5,000 ล้านบาทเป็นงบลงทุนในการซ่อมบำรุงอุปกรณ์โครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่และไฟเบอร์ออพติก ขณะที่ในแต่ละปีมีรายได้จากการให้บริการจำนวน 9,000 ล้านบาท มาจากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ย่านความถี่ 2100 เมกะเฮิรตซ์ และ ให้เอกชนเช่าใช้เสาส่งสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ 900 เมกะเฮิรตซ์เป็นต้น
          "กรณีที่รัฐบาลต้องการผลักดันให้เร่งรัดใช้งบประมาณ ในส่วนตัวมองว่าทำให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนไปข้างหน้า แต่ปัญหา คือหากร่วมลงทุนกับภาคเอกชนเกิน 1,000 ล้านบาทจะติดขัดข้อกฎหมาย คือพ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 ที่ต้องขออนุมัติและผ่านขั้นตอนจาก ครม.ก่อน"
          นายอนุชิต ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า เหตุผลที่รัฐบาลต้องการให้เอกชนเร่งเบิกจ่ายในสิ้นปีงบประมาณ เพราะหากไม่มีการเบิกจ่ายรัฐวิสาหกิจจะถูกประเมินจากกระทรวงการคลัง นอกจากนี้แล้วปัญหาอุปสรรคของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ คือ การที่ไม่มีเจ้าของที่แท้จริง ทำให้เกิดปัญหาภายในองค์กร
          ขณะที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี ได้รับงบประมาณจำนวน 2 หมื่นล้านบาท จาก ครม. แบ่งเป็น 2 โครงการหลัก คือ การจัดซื้อจัดจ้างวางโครงข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงให้ครอบคลุมหมู่บ้านทั่วประเทศ ภายใต้โครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ ด้วยงบประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2560 และการเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายอินเตอร์เน็ตระหว่างประเทศสู่การเป็น ASEAN Digital Hub วงเงิน 5,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนนโยบายเร่งด่วนสำคัญของรัฐบาลในการเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ และให้เศรษฐกิจดิจิตอลขับเคลื่อนได้จริง
          อนึ่งก่อนหน้านี้ สคร.ได้มอบนโยบายให้กับ 55 รัฐวิสาหกิจเร่งแผนเบิกจ่ายงบลงทุนภายในสิ้นปีนี้ในจำนวนไม่ต่ำกว่า 6 หมื่นล้านบาท เพื่อนำเงินไปลงทุนในแต่ละโครงการ จากงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจในปีงบประมาณ 2560 ซึ่งมีวงเงินลงทุนรวมประมาณ 520,980 ล้านบาท โดยเฉพาะโครงการลงทุนขนาดใหญ่ให้เลื่อนการลงทุนให้เร็วขึ้น ( Front Load) โดยขอให้เน้นการเบิกจ่ายในช่วงไตรมาสที่ 1 ประจำปีงบประมาณ 2560 ให้มากขึ้น เพื่อต้องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปข้างหน้า และสร้างความมั่นใจให้กับเอกชนในการตัดสินใจเข้ามาลงทุน