จับตากลุ่มสื่อสาร"ตุนเงิน"ประมูลคลื่นครั้งใหม่

จากกรณีที่ ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. ให้ข้อมูลออกมาว่า กสทช. อาจจะเปิดประมูลคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ ล่วงหน้า 6 เดือนก่อนที่สัมปทานของโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) จะหมดอายุ 30 ก.ย. 2561 โดยอาจจะกำหนดราคาขั้นต่ำใบละ 4.5 หมื่นล้านบาท เพราะต้องการคุ้มครองผู้ที่ชนะการประมูลครั้งที่แล้ว โดยคิดบนพื้นฐานว่าต้องไม่ต่ำกว่าราคาเดิม บวกกับอัตราเงินเฟ้อราว 3.5% แหล่งข่าวโบรกเกอร์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันคลื่นความถี่ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างหนึ่ง ของอุตสาหกรรมสื่อสาร เพราะหากคลื่นไม่เพียงพอก็จะสูญเสียความสามารถ ในการแข่งขันไป สำหรับกระแสข่าวที่ ออกมานี้ น่าจะเป็นเพียงความเห็นส่วนตัวและกสทช.เองคงจะต้องนำไปพิจารณาใน รายละเอียดกันอีกครั้งหนึ่ง
          ในอีก 1-2 ปี เชื่อว่าสภาพแวดล้อม ของอุตสาหกรรมจะเปลี่ยนแปลงไปจากปัจจุบัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อการตีมูลค่าใบอนุญาตของบริษัท หรือแม้แต่การกำหนดราคาตั้งต้นของ กสทช.เองด้วย แม้ปัจจุบันคลื่นจะเป็นสิ่งจำเป็นมาก แต่หากมีเทคโนโลยีที่ช่วยให้การใช้ งานคลื่นเพิ่มขึ้นในจำนวนคลื่นที่เท่าเดิม มูลค่าก็อาจจะลดลง ขณะเดียวกันหาก ความต้องการใช้โตขึ้นเท่าตัวในอนาคต ความจำเป็นในการเข้าประมูลของแต่ละบริษัทก็อาจจะเพิ่มขึ้นเช่นกัน
          "ก่อนการประมูลทุกครั้งที่ผ่านมา ผู้แข่งขันทุกรายจะพูดว่าขอศึกษาปัจจัยทั้งหมดก่อน เพราะฉะนั้นคงจะไม่สามารถบอกได้ในขณะนี้ว่า หากกำหนดราคาประมูลตั้งต้นที่ 4.5 หมื่นล้านบาท จะเป็นราคา
          ที่ถูกหรือแพง และคงจะยังไม่สามารถบอกได้ว่าการเปิดประมูลจะส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่มนี้หรือไม่" การประมูลรอบที่แล้วซึ่งแพงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ทำให้หุ้นในกลุ่มนี้ปรับตัวลง แม้รอบที่แล้วผู้ประกอบการจะได้ประโยชน์จากต้นทุนที่ลดลง เพราะเป็นการเปลี่ยนจากระบบสัมปทานมาเป็นใบอนุญาต ขณะที่ครั้งนี้จะไม่มีประโยชน์ตรงนี้เกิดขึ้น การให้มูลค่าของคลื่นก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไปจากครั้งก่อน  ด้าน อรมงคล ตันติธนาธร นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป(ประเทศไทย) มองว่า หาก กสทช.ตัดสินใจเปิดประมูลคลื่นความถี่ล่วงหน้า เบื้องต้นน่าจะส่งผล บวกต่ออุตสาหกรรมโดยรวม เพราะจะ เป็นช่วยให้แต่ละบริษัทมีโอกาสในการเพิ่มความมั่นคงให้กับคลื่นความถี่ที่มี ส่วนราคาเปิดประมูลคงต้องขึ้นอยู่กับ กสทช. "หากเปิดประมูลที่ 4.5 หมื่นล้านบาท ถือว่าค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับการเปิดประมูลในรอบ 3จี แต่ด้วยการใช้งานข้อมูลที่
          มากขึ้น การมีคลื่นเพิ่มเติมก็เป็นโอกาสในการสร้างรายได้ที่มากขึ้น และด้วยความไม่แน่นอนของนโยบายในการเปิดประมูลคลื่นใหม่ๆ การที่ผู้ประกอบการแต่ละราย จะเอาคลื่นมาไว้ในมือก่อนก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด" ส่วนการแข่งขันในรอบนี้เชื่อว่าทุกราย มีโอกาสเข้าร่วมประมูล แต่ความรุนแรงคงต้องขึ้นกับนโยบายของกสทช. ว่าจะนำคลื่นที่มีมาแบ่งย่อยเป็นใบอนุญาตกี่ใบ จากกระแสข่าวล่าสุดที่อาจจะแบ่งเป็น 4 ใบ ใบละ 15 เมกะเฮิรตซ์ ก็น่าจะทำให้การแข่งขันเบาลงจากครั้งก่อน แต่สุดท้ายหากเหลือ 2-3 ใบ การแข่งขันก็อาจจะรุนแรงขึ้น  สำหรับความพร้อมด้านเงินทุนนั้น DTAC คงต้องเข้าประมูลไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ส่วนทรู (TRUE) และแอดวานซ์ (ADVANC) ซึ่งชนะการประมูลรอบก่อนหน้า หากชนะอีกในครั้งถัดไป คงต้อง ขึ้นกับแบงก์ว่าจะยอมปล่อยแค่ไหน และบางรายอาจจะต้องมีการระดมทุนเพิ่มก็เป็นได้