"SAMART" คว้างานใหม่ 688 ล. พื้นฐานเปลี่ยน-ปีหน้าสดใส

ทันหุ้น - SAMART เสือซุ่มคว้างานระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) และงานก่อสร้างและปรับปรุงอาคารโครงการติดตั้งระบบป้องกันความปลอดภัยในเขตเมืองระยะที่ 2 ของ กอ.รมน. มูลค่ารวม 688.58 ล้านบาท ฟากโบรก ปรับราคาพื้นฐานเป็นปี 2560 ที่ 16.70 บาทต่อหุ้น พร้อมแนะนำ "ซื้อ" หลังมองธุรกิจฟื้นตัว
          นายศิริชัย รัศมีจันทร์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAMART เปิดเผยว่า บริษัท วิชั่น แอนด์ ซีเคียวริตี้ ซีสเต็ม จำกัด (VSS) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทถือหุ้น 70% ได้ลงนามในสัญญาเช่ากล้องและระบบโครงการติดตั้งระบบป้องกันความปลอดภัยในเขตเมืองระยะที่ 2 ด้วยระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) พื้นที่ 6 เมืองหลัก กับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2559 มูลค่าสัญญารวม 610,149,096.00 บาท ซึ่งมีกำหนดติดตั้งระบบแล้วเสร็จภายในวันที่ 26 กรกฎาคม 2560
          โดยจะเริ่มให้บริการเช่าเป็นระยะเวลารวม 60 เดือนนับจากวันที่ติดตั้งระบบแล้วเสร็จ ทั้งนี้ VSS จะรับชำระเงินค่าเช่าเป็นรายเดือนๆ ละ 10,169,151.60 บาท
          นอกจากนั้น VSS ยังได้ลงนามในสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างและปรับปรุงอาคารโครงการติดตั้งระบบป้องกันความปลอดภัยในเขตเมืองระยะที่ 2 ด้วยระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) พื้นที่ 6 เมืองหลักกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2559 มูลค่าสัญญารวม 78,430,513.00 บาท โดยกำหนดการก่อสร้างแล้วเสร็จภายในวันที่ 26 มิถุนายน 2560 การรับรู้รายได้เป็นไปตามสัดส่วนความสำเร็จของงาน
          ธุรกิจเริ่มฟื้นตัว
          นักวิเคราะห์การลงทุนด้านหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทางฝ่ายค่อนข้างมองบวกต่อรายได้รวมในช่วงครึ่งปีหลังจากแนวโน้มการฟื้นตัวของ SAMTEL ที่น่าจะมีการรับรู้รายได้จากงานโครงการเข้ามามากขึ้น บวกกับธุรกิจของ OTO ที่มีรายได้เข้ามาต่อเนื่อง แต่ด้วยแนวโน้มของธุรกิจ SIM ที่ยังน่าเป็นห่วงจากผลการดำเนินงานครึ่งปีหลัง 2H59 ที่คาดว่าจะยังขาดทุนต่อเนื่องจากความรุนแรงของการแข่งขันในตลาด Smart Phone จากการเข้ามาของแบรนด์ต่างประเทศใหม่ๆ ซึ่งมีราคาค่อนข้างถูก
          อีกทั้งธุรกิจใหม่ของ SIM ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นการให้บริการ ทำให้มีรายได้เข้ามาไม่ค่อยมากนัก ในขณะที่บริษัทต้องแบกรับต้นทุนคงที่เป็นสัดส่วนที่สูง โดยธุรกิจ Non-Listed เองก็น่าจะยังทรงตัวใกล้เคียงกับ 2 ไตรมาสแรก อาจกดดันต่อผลการดำเนินงานครึ่งปีหลังอยู่
          ทางฝ่ายปรับลดประมาณการกำไรสุทธิทั้งปี 2559 ลง 46% มาที่ 523 ล้านบาท (เดิมคาด 963 ล้านบาท) ลดลง 35.3% จากปีก่อน จากคาดการณ์อัตรากำไรขั้นต้นที่ 22.3% จาก 21.9% ในปี 2558 รวมทั้งปรับประมาณการรายได้รวมลงที่ 16,172 ล้านบาท (เดิมคาด 19,290 ล้านบาท) หดตัว 11.9% จากปีก่อน
          แนวโน้มปีหน้าสดใส
          สำหรับปี 2560 ทางฝ่ายคาดผลการดำเนินงานน่าจะปรับตัวดีขึ้นเทียบจากปีก่อน จาก SAMTEL ที่มีโอกาสฟื้นตัวสูง เนื่องจากงานประมูลโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐน่าจะมีความคืบหน้าและชัดเจนมากขึ้น อีกทั้ง OTO ที่มีการเซ็นสัญญางานใหม่ๆ เข้ามา ส่วนธุรกิจของ SIM คาดว่าผลการดำเนินงานน่าจะพลิกกลับมามีกำไรเล็กน้อยจากแรงหนุนของธุรกิจใหม่ที่น่าจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น
          แต่ทั้งนี้เศรษฐกิจในประเทศยังมีแนวโน้มฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป อาจทำให้งานบางโครงการมีอัตรากำไรขั้นต้นต่ำ กระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้นรวมอย่างมีนัยสำคัญ ทางฝ่ายจึงปรับลดประมาณการกำไรสุทธิทั้งปี 2560 ลง 40% มาที่ 698 ล้านบาท (เดิมคาด 1,164 ล้านบาท) ขยายตัว 33.6% จากปีก่อน จากสมมติฐานการปรับลดประมาณการรายได้รวมของบริษัทลงมาที่ 18,121 ล้านบาท (เดิมคาด 19,828 ล้านบาท) ปรับตัวดีขึ้น 12.1% จากปีก่อน โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ 22.4%
          ทั้งนี้ผลการดำเนินงานปี 2559 อาจจะยังไม่สดใสนัก แต่ทางฝ่ายเชื่อว่าจะทยอยดีขึ้นในปีหน้าจากแนวโน้มการฟื้นตัวของ SAMTEL และ OTO ที่มีอัตราการขยายตัวสูง ตลอดจนธุรกิจของ SIM ที่น่าจะเริ่มดีขึ้น กอปรกับราคาหุ้นปัจจุบันได้ปรับตัวลงมามากพอสมควรแล้ว ทางฝ่ายจึงปรับคำแนะนำจาก "ถือ" เป็น "ซื้อ" โดยมีราคาพื้นฐานปี 2560 ที่ 16.70 บาทต่อหุ้น อิงวิธี SOTP (เปลี่ยนจากวิธี P/E)