11สตรีทบุกอี-คอมเมิร์ซไทยควัก600ล้านทำตลาด

ตลาดอี-คอมเมิร์ซไทยกำลังหอมหวน หลังเจ้าตลาดอี-คอมเมิร์ซเกาหลีอย่าง 11 สตรีท (อีเลฟเว่นสตรีท) เห็นโอกาสงามทุ่ม 20 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 600 กว่าล้านบาท บุกตลาดเต็มตัว
          ฮงชอล จอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อีเลฟเว่นสตรีท ประเทศไทย เว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นช็อปปิ้งออนไลน์สัญชาติเกาหลี เปิดเผยว่า อีเลฟเว่น สตรีทเป็นธุรกิจอี-คอมเมิร์ซอันดับ 1 ในเกาหลี ซึ่งอยู่ในเครือเอสเคเทเลคอม  (SK Telecom) บริษัทโทรคมนาคม รายใหญ่ โดยสาขาของ 11 สตรีทนั้น จะมี เกาหลี ตุรกี อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ซึ่งเป็นแห่งที่ 5 ของโลก
          การเข้ามาเจาะตลาดของ 11 สตรีทในไทยนั้น เพราะมองว่าธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในไทยยังมีมูลค่าเพียง 6 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 1% ของภาพรวมตลาดค้าปลีกไทย ซึ่งตัวเลขที่ยังน้อยนี้เปรียบได้กับตลาดอี-คอมเมิร์ซที่เกาหลีเมื่อ 15 ปีก่อน แต่ด้วยศักยภาพการจับจ่ายของคนไทย จึงเชื่อว่าจะมีตัวเลขการเติบโตที่ไม่ยากนัก ซึ่งบริษัทเชื่อว่าการเข้ามา เสริมทัพของธุรกิจโมบายช็อปปิ้งอย่าง 11 สตรีท จะช่วยให้ตลาดขยับขึ้นเป็น 10% ได้ไม่ยาก
          "มูลค่าตลาดอี-คอมเมิร์ซเกาหลีที่มีกว่า 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 1 ล้านล้านบาท คิดเป็น 15% ของมูลค่าตลาดค้าปลีก"
          ทั้งนี้ บริษัทพร้อมทุ่มงบกว่า 20 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 600 กว่าล้านบาท ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์แบรนด์ 11 สตรีท ให้เป็นที่รู้จักในธุรกิจเอสเอ็มอีไทย ไม่รวมงบสนับสนุนราคาสินค้าที่จะเพิ่มมากกว่านี้
          ทางบริษัทจะเข้าไปดึงร้านค้าออฟไลน์ที่ต้องการขยายเข้ามาสู่ตลาดออนไลน์ เช่น ร้านค้าที่อยู่ตามตลาดนัดสวนจตุจักรเข้ามาใช้งานระบบให้มากขึ้น หากรายย่อยใช้งานออนไลน์ไม่เป็น บริษัทจะจัดอบรมภายในแคมปัสที่ตึกภิรัชทาวเวอร์ เอ็มควอเทียร์ และมีแผนจัดตั้งศูนย์เพิ่มที่ กทม. 4 แห่ง ภายในปี 2560 ใช้งบแห่งละ 3 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณร้อยกว่าล้านบาท และมีแผนขยายไปยังต่างจังหวัด
          การเพิ่มศูนย์ฝึกอบรมอีกหลายจุดนั้น จะช่วยให้ร้านค้าที่ไม่เคยทำตลาดออนไลน์มาก่อน ได้รับรู้ถึงวิธีการใส่ข้อมูลเข้าสู่ระบบได้สะดวกขึ้น รวมทั้งการเขียนคอนเทนต์หรือวิธีการเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสินค้ายังเป็นจุดบอดที่ทำให้ร้านอี-คอมเมิร์ซของไทยไม่บูมเท่าที่ควร และที่ศูนย์แห่งนี้จะเปิดให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันเพื่อช่วยเหลือด้านการทำตลาดออนไลน์ให้ประสบความสำเร็จ เพราะยังมีผู้ขายแบบออฟไลน์อีกมากที่ต้องการเข้าสู่ตลาดออนไลน์แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร
          แม้ว่าอัตราการช็อปปิ้งออนไลน์ของคนไทยจะมีการเติบโตที่ดีขึ้น แต่คนไทยยังนิยมจ่ายเงินค่าสินค้าปลายทาง (Cash on Delivery หรือ COD) มีสัดส่วนถึง 30% บริษัทจึงทำระบบชำระค่าสินค้าร่วมกัน บริษัท 2C2P และไลน์เพย์ (Line PAY) เพื่อให้ลูกค้าใช้จ่ายได้สะดวกขึ้น
          ส่วนรายได้หลักของบริษัทจะมาจาก 3 ช่องทาง คือ ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากผู้ขาย (Transaction Fee) จำนวน 5-10% ที่เก็บจากร้านค้าโดยแต่ละหมวดสินค้าจะมีสัดส่วนที่ไม่เท่ากัน ค่าโฆษณา ดอกเบี้ยจากเงินค่าซื้อสินค้าที่รอโอนให้ผู้ขาย (Escrow)
          นอกจากนี้ บริษัทจะเปิดตัวแอพพลิเคชั่นบนมือถือช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ เพราะคนไทยนิยมใช้งานสมาร์ทโฟนมาก การทำระบบให้แก่ผู้ค้าและผู้ซื้อใช้งานได้สะดวกทั้งบนเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่น จะช่วยเพิ่มโอกาสการเติบโตของภาพรวมตลาดอี-คอมเมิร์ซในไทยได้ไม่ยาก
          อูซอง ฮา รองประธานฝ่ายขาย อีเลฟเว่นสตรีท ประเทศไทย กล่าวว่า นอกจากสินค้าในไทยแล้วจะมีการนำเข้าสินค้าจากเกาหลีเข้ามาในไทยจำนวนกว่า 4 ล้านชิ้น เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าให้มากขึ้น โดยสินค้าที่จะนำเข้ามานั้น ได้แก่ กลุ่มเครื่องสำอาง แฟชั่น และอุปกรณ์การเล่นกีฬากลางแจ้ง
          เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา บริษัทได้เปิดให้ร้านค้าเข้ามาสมัครใช้บริการล่วงหน้า ทำให้ขณะนี้มีจำนวนร้านค้าเข้ามาใช้งานระบบประมาณ 2,500 ราย และตั้งเป้าเป็น 2 หมื่นรายภายในปี 2560 ส่วนจำนวนร้านค้าเกาหลีตั้งเป้าไว้ที่ 3,000-5,000 ราย โดยผู้ซื้อจะเริ่มเข้ามาซื้อสินค้าได้วันที่ 11 พ.ย. บริษัทตั้งเป้าผู้เข้าเยี่ยมกว่า 20 ล้านเพจวิว/เดือน และจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการวันที่ 21 ธ.ค.นี้