"ประจิน" ดึงเบรกเน็ตหมู่บ้าน ขอเวลาศึกษา 2-3 เดือนให้ถ้วนถี่ไร้ราคี

“ประจินมาแล้ว” เปิดซิงกระทรวงดิจิทัล (ดีอี) ประเดิมกระตุกอินเตอร์เน็ตหมู่บ้าน ขอเวลา 2–3 เดือน ตรวจตราให้ถ้วนถี่ ดันเพิ่มประชาสัมพันธ์ให้คนรับรู้เปลี่ยนจากไอซีทีเป็นดีอี ด้านปลัดดีอีชงสุดตัว ไทยคมต้องกลับมาอยู่ใต้สัมปทาน ขณะที่บอร์ด กทค.ประชุมวันนี้ เคาะรายได้เรียกเก็บจากทรูมูฟ-ดีพีซี
          พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีและรักษาการ รมว.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) เปิดเผยภายหลังมอบนโยบายการทำงานให้ข้าราชการกระทรวงดีอีและหน่วยงานในสังกัดว่า ขอเวลา 2-3 เดือนในการพิจารณาโครงการอินเตอร์เน็ตประชารัฐหรืออินเตอร์เน็ตหมู่บ้าน วงเงิน 13,000 ล้านบาท โดยจะตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณารายละเอียดอีกครั้ง เนื่องจากมีข้อท้วงติงจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ดังนั้นจะต้องตอบข้อท้วงติงทั้งหมดให้ได้ว่า โครงการดังกล่าวเกิดประโยชน์จากประชาชนอย่างแท้จริง และโครงการนี้จะต้องโปร่งใสไร้ทุจริต 100%
          “ผมยืนยันว่ายังคงจะเดินหน้าโครงการอินเตอร์เน็ตหมู่บ้าน ตั้งเป้าว่าภายในปี 2560 ทุกหมู่บ้านที่ไม่มีอินเตอร์เน็ตจะต้องมีอินเตอร์เน็ตใช้ เพียงแต่ในช่วง 2-3 เดือนนี้ จะตั้งคณะทำงานขึ้นมาทบทวนเงื่อนไขการประกวดราคา เงื่อนไขคุณสมบัติของอุปกรณ์ต่างๆ ถ้าเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และตอบคำถามหน่วยงานที่ท้วงติงได้ชัดเจน ก็พร้อมเดินหน้าลงนามในสัญญาทันที”
          สำหรับนโยบายด้านกิจการดาวเทียมสื่อสารนั้น ภายในเดือน ต.ค.นี้จะมีความชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไรกับดาวเทียมไทยคม 7 และ 8 ที่ยังมีปัญหาคาราคาซังว่าจะให้อยู่ในระบบใบอนุญาตหรือให้กลับคืนมาอยู่ใต้ระบบสัมปทานอย่างเดิม ซึ่งเป็นเรื่องระหว่างกระทรวงดีอีกับสำนักงาน กสทช. รวมถึงจะต้องเจรจากับบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ด้วย “สำหรับนโยบายการบริหารงานกระทรวงดีอีในช่วงรักษาการนั้น ได้กำชับให้ผู้บริหารกระทรวงและหน่วยงานในสังกัด เร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับรู้ถึงการเปลี่ยนผ่านกระทรวงจากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที) เป็นกระทรวงดีอีด้วย”
          นางทรงพร โกมลสุรเดช ปลัดกระทรวงดีอี กล่าวว่า กระทรวงดีอีจะเจรจากับไทยคม เพื่อหารือกันเกี่ยวกับประเด็นไทยคม 7 และ 8 ซึ่งกระทรวงดีอีมีความเห็นว่าดาวเทียมทั้งสองดวงจะต้องอยู่ภายใต้สัญญาสัมปทานไปจนกว่าจะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานในปี 2564 ขณะเดียวกัน ไทยคมจะต้องมีใบอนุญาตประกอบกิจการดาวเทียมตามกฎหมายด้วย ซึ่งกระทรวงดีอีและกสทช.ก็ต้องหารือเพื่อสร้างความชัดเจนในกิจการดาวเทียมสื่อสาร
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.อ.ประจินจะเข้ามาทำงานที่กระทรวงดีอีเพียง 2 วัน และขอให้ข้าราชการนำแฟ้มเอกสารไปให้ลงนามที่ทำเนียบรัฐบาล โดยไม่ขอมานั่งเก้าอี้ของ รมว.ดีอี เพราะเชื่อว่า ต.ค.นี้จะมี รมต.ตัวจริง
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) วันนี้ (21 ก.ย.) สำนักงาน กสทช.จะเสนอให้บอร์ด กทค.พิจารณาอนุมัติการนำเงินส่งรายได้แผ่นดิน ซึ่งเป็นรายได้จากการใช้คลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ในช่วงสัญญาสัมปทานสิ้นสุดตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย.56-3 ธ.ค.58 โดยบอร์ด กทค.จะต้องตัดสินใจว่าจะเลือกผลการคำนวณรายได้ของใคร ระหว่างของสำนักงาน กสทช.กับของคณะทำงานเยียวยาการใช้คลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ เนื่องจากมีความแตกต่างกันมาก โดยผลการคำณวณของคณะอนุกรรมการเยียวยาฯ สรุปว่าบริษัท ทรูมูฟ จำกัด ต้องนำเงินส่งเป็นรายได้แผ่นดินรวม 13,989 ล้านบาท และบริษัท ดิจิตอล โฟน จำกัด 879 ล้านบาท รวม 14,868 ล้านบาท ส่วนสำนักงาน กสทช.เสนอให้ทรูมูฟ ต้องนำส่งรายได้ 3,088 ล้านบาท และดิจิตอล โฟน ต้องนำส่งรายได้ 879 ล้านบาท รวม 3,967 ล้านบาท.