ยุค"ประชากรดิจิทัล"เปลี่ยนธุรกิจ-ลดต้นทุนบริโภค

 ธนาคารเอสเอชบีซี เผยแพร่งานวิจัย เรื่อง The rise of digital natives : การเปลี่ยนแปลงคุณลักษณะทางประชากร มีผลต่อการบริโภคอย่างไร ซึ่งมี เจมส์ โพเมรอย นักเศรษฐศาสตร์ ธนาคาร เอชเอสบีซี เป็นผู้ทำการวิจัย  ผลสรุปของงานวิจัยระบุว่า จำนวนประชากรดิจิทัล หรือ digital natives ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกจะเปลี่ยนรูปแบบการบริโภค ในตลาดโลก และนำไปสู่แรงกดดัน ที่ทำให้ราคาต่ำลงซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบ อย่างมากต่อเงินเฟ้อ การเติบโตและนโยบายทางเศรษฐกิจ  กระแสการเกิดขึ้นของกลุ่มคนที่เกิด และเติบโตในยุคเทคโนโลยีดิจิทัล (digital natives) ทำให้การบริโภคทั่วโลกถูก ขับเคลื่อนด้วยปัจจัยหลายประการ เช่น รายได้ ตลาดแรงงาน และความเชื่อมั่น อย่างไรก็ตาม ปัจจัยด้านรสนิยมและเทคโนโลยีกำลังมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น นวัตกรรมใหม่ๆ กำลังเปลี่ยนรูปแบบของ ธุรกิจ เช่น การซื้อสินค้าทางออนไลน์ เพลง การคมนาคมขนส่ง และการท่องเที่ยว และนำไปสู่กระแสการเกิดขึ้นของบริษัทอย่าง Amazon, Spotify, Uber และ Airbnb
          การเปลี่ยนแปลงรูปแบบของธุรกิจ จะเร่งตัวเร็วขึ้น เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงคุณลักษณะของผู้บริโภคของโลก และการพัฒนาของเทคโนโลยีดิจิทัล จำนวนประชากรดิจิทัลทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นจากตัวเลขคร่าวๆ ในปัจจุบัน 430 ล้านคน เป็น 2.3 พันล้านคนภายในปี 2573  สำหรับประเทศไทยนั้น ประเมินว่า จะมีประชากรดิจิทัล เพิ่มเป็น 10.1 ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วน 17.1% ในปี 2573 จากปี 2559 ที่มีประชากรดิจิทัล 0.9 ล้านคน หรือคิดเป็น 1.5% ของประชากรทั้งหมด และคาดการณ์ว่า จะเพิ่มเป็น 21.6 ล้านคน ในปี 2593 หรือคิดเป็นสัดส่วน 39.6%  การนำเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มขึ้น สร้างแรงกดดันต่อราคา ส่งผลให้ราคา ต่ำลง ซึ่งอาจมาจากการมีข้อมูลที่มากขึ้น เกี่ยวกับผู้บริโภค ห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพขึ้น การเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางเลือกได้เพิ่มขึ้น หรือเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ที่มีราคาถูกลง ซึ่งควรจะนำไปสู่ อัตราเงินเฟ้อที่ต่ำลง และนี่จึงเป็นเรื่องน่าปวดหัวของ  ผู้กำหนดนโยบาย รัฐบาลที่มีระดับหนี้สูง และธนาคารกลางที่มีกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อมีความกังวลต่อภาวะเงินเฟ้อต่ำ
          แต่ถ้าหากเงินเฟ้อลดลงอันเนื่องมาจากเทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้น ไม่ได้เป็นสัญญาณว่า เศรษฐกิจกำลังแย่ลง เนื่องจากผู้บริโภคจะได้ประโยชน์ และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอาจไม่ใช่คำตอบ นัยทั้งหมดต่อการเติบโตของเศรษฐกิจจะขึ้นอยู่กับว่าตลาดแรงงานจะตอบสนองอย่างไร และผลิตภาพแรงงานจะเพิ่มขึ้น หรือไม่ ในด้านหนึ่ง ด้วยการแข่งขัน ที่เพิ่มมากขึ้นทั่วทุกอุตสาหกรรมทำให้ยอดขายหรือรายได้ไม่สามารถกระเตื้องขึ้น ได้ บริษัทต่างๆ จะต้องหาวิธีเพิ่มผลิตภาพหรือพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับความสามารถในการทำกำไร และนี่อาจหมายถึง การเติบโตของค่าจ้างที่แท้จริงที่สูงขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นผลจากค่าจ้างที่สูงขึ้น หรือจากเงินเฟ้อที่ลดต่ำลง
          ด้านนางสาววิไลพร ทวีลาภพันทอง หุ้นส่วนสายงานที่ปรึกษา บริษัท พีดับบลิวซี คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) หรือไพร์ซ วอเตอร์เฮ้าส์ เปิดเผยรายงาน The Digital Healthcare Leap  ที่ทำการศึกษาการให้ บริการด้านสุขภาพในตลาดเกิดใหม่ว่า ปัจจุบันธุรกิจบริการด้านสุขภาพเริ่มตื่นตัว ในการนำระบบดิจิทัลเพื่อสุขภาพรูปแบบใหม่ (New Digital Health Models) มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บข้อมูลและการให้บริการที่ดีขึ้นแก่ลูกค้า เพราะ ทั้งแพทย์และผู้ป่วยสามารถเข้าถึงระบบ การดูแลสุขภาพได้ง่ายขึ้น มีความปลอดภัยสูง และมั่นใจได้ถึงคุณภาพ ทั้งนี้คาดว่า กระแสการใช้นวัตกรรมเหล่านี้จะเข้ามาเปลี่ยนโฉมธุรกิจบริการด้านสุขภาพในอีก 2-3 ปีข้างหน้า โดยตอบโจทย์ชนชั้นกลางที่หันมาใส่ใจสุขภาพ และอาศัยอยู่ในตลาดเกิดใหม่เป็นจำนวนมาก และช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ให้แก่ประชาชน ในพื้นที่ห่างไกลได้อีกด้วย สำหรับประเทศไทย ดิจิทัลเฮลธ์จะช่วยให้ผู้ประกอบการด้านบริการสุขภาพและสถานพยาบาลทำงานได้ง่ายขึ้น เนื่องจากสามารถเข้าถึงข้อมูล
          ด้านสุขภาพของผู้ป่วยได้รวดเร็ว และสามารถคาดการณ์แนวโน้มทางด้านสุขภาพของผู้ป่วยได้อย่างถูกต้องแม่นยำมากขึ้น ด้วยต้นทุนที่ไม่สูงมาก ซึ่งปัจจุบัน ผู้ให้บริการภาคเอกชนของไทยหลายราย เริ่มนำนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อสุขภาพรูปแบบใหม่นี้เข้ามาใช้ในการให้บริการบ้างแล้ว ขณะที่ภาครัฐเองก็อยู่ระหว่างการศึกษา การนำเทคโนโลยีสารสนเทศสุขภาพ (eHealth) มาให้บริการแก่ประชาชน
          ไพร์ซฯ ยังคาดการณ์ว่า ในปี 2573 ไทยมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานสูงถึง 4.1% ของประชากรทั้งหมด โดยเพิ่มขึ้น จาก 2.3% ในปี 2555 ขณะที่ภายในปี 2593 คาดว่า 30% ของประชากรไทยจะมีอายุเฉลี่ยสูงกว่า 65 ปี ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้น่าจะส่งผลให้ตลาดดิจิทัลเฮลธ์ได้รับความนิยมมากขึ้น
          "เป็นเรื่องน่าปวดหัวของผู้กำหนดนโยบายรัฐฯที่มีระดับหนี้สูง และธนาคารกลางที่มีกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อต่ำ"