สัมภาษณ์: เร่งสร้าง New S-Curve "แคท"ยุคใหม่แค่ฝันหรือทำได้จริง

ว่างเว้นซีอีโอตัวจริงครบ 2 ปีพอดี ในที่สุดท้ายก็ได้อดีตบอร์ดที่เคยนั่งรักษาการซีอีโอ "พ.อ.สรรพชัย หุวะนันท์" มานั่งเป็นตัวจริง พร้อมภารกิจ เปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของ บมจ. กสท โทรคมนาคม (แคท) ทั้งการพลิกฟื้นองค์กร ตามมติของ "คนร." ที่ให้รวมทรัพย์สิน "แคท-ทีโอที" แล้วแยกเป็น 3 บริษัท ซึ่งทรัพย์สินที่จะเหลืออยู่กับบริษัทแม่ นอกจากธุรกิจโมบายแล้วล้วนเป็นธุรกิจขาลงทั้งนั้น เช่น โทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศ ไม่นับ กระแสต่อต้านของพนักงานที่รวมตัวกัน อย่างเข้มแข็ง รวมถึงปมปัญหาสัมปทาน "ทรูมูฟ-ดีพีซี" อภิมหาดีลกลุ่มทรูคลื่น 850 MHz และดีแทคที่สัมปทานจะ สิ้นสุดในปี 2561
          "ประชาชาติธุรกิจ" มีโอกาสพูดคุยกับซีอีโอป้ายแดง แต่ไม่ใช่หน้าใหม่สำหรับองค์กร ดังนี้
          งานที่ต้องเร่งทำ
          เยอะมาก ทุกอย่างต้องเร่งหมด ทั้งการปลดล็อกทรัพย์สินที่มีข้อพิพาท  นำทรัพย์สินที่มีมาสร้าง New S-Curve ให้ได้ ต้องทำคู่ไปกับโมเดลฟื้นฟูของ คนร.ที่ต้องตั้ง 3 บริษัท
          มติ คนร.เป็นอุปสรรค
          ก็มีทั้งส่วนที่ดีขึ้นในภาพรวมของประเทศ เช่น การบริหารจัดการทรัพย์สิน เหมือนเป็นการตรวจสุขภาพของแต่ละบริษัท ทำให้องค์กร Lean ขึ้น แต่ก็มีส่วนที่ทำให้แคททำงานยากขึ้น ยังอยู่ระหว่างศึกษา และจะมี ข้อเสนอเพิ่มเติมในส่วนที่เราต้องการลดกฎระเบียบ ที่เป็นอุปสรรคในการแข่งขัน เพื่อให้ทั้ง 3 บริษัทลูกที่ตั้งขึ้น แข่งขันได้ด้วยตัวเอง ไม่ถูกแทรกแซง  สิ้นปีนี้ต้องจบและอิมพลีเมนต์ได้
          แคทมีทางเลือกอื่น
          มติ คนร. เป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติตาม เพราะ ครม.รับทราบแล้ว และไม่ได้ข้อสังเกตอะไร แต่ในส่วนของคณะกรรมการกลั่นกรอง เรามีสิทธิ์จะเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุด และหน้าที่ของที่ปรึกษาที่ต้องมามองว่า จะประเมินทรัพย์สินอย่างไร ทีโอที กับ แคท จะบริหารจัดการอย่างไรในภาพรวม เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของรัฐวิสาหกิจ
          หนนี้จะรวมกันสำเร็จ
          ถ้าการรวมกันเป็นประโยชน์ใน ภาพรวมจริง ๆ แล้วตอบโจทย์ในอนาคตก็ OK แต่มีหลายประเด็นที่ยังกังวล อาทิ บริษัทลูกใครถือหุ้นบ้าง และให้เคลียร์ว่า การบริหารทรัพย์สินจะเป็นอย่างไร
          ต้องรอ คนร.ให้ชัดก่อน
          ในส่วนของแคทเอง มองว่า ไม่ต้องรอให้ชัดเจนทั้งหมด ก็ต้องเดินหน้าหา New S-Curve ใหม่ ๆ อย่างตอนนี้เทรนด์ของ IoT กำลังมา สอดรับกับนโยบายรัฐที่ ผลักดันเรื่องสมาร์ทซิตี้ ที่เรามีศักยภาพในการสร้างแพลตฟอร์มสมาร์ทซิตี้ มี จุดแข็งที่เป็นภาครัฐเหมือนกันในการเจรจากับจังหวัดต่าง ๆ ที่สนใจ และตามเทรนด์ของ IoT เฟสแรก ๆ ที่จะเข้ามาใช้งานจริง คือหน่วยงานรัฐ ก่อนที่จะกระจายไปถึงกลุ่มผู้ใช้ทั่วไป ก็ต้องเข้าไปเสนอ โปรดักต์กับหน่วยงานต่างๆ ในอนาคตอินฟราสตรักเจอร์ไม่ใช่สิ่งที่จะสร้างมาร์จิ้นได้สูง อยู่ประมาณ 10%  ต่อให้ปริมาณใช้งานมากขึ้น มาร์จิ้นก็เท่าเดิม การแข่งขันด้านราคาก็รุนแรงเพราะมีทั้งคู่แข่งในและ ต่างประเทศ  แนวโน้มในอนาคตจะเห็นการร่วมลงทุนกับหลาย หน่วยงานเพื่อลดต้นทุน แล้วไปต่อยอดในการหารายได้จากแอปพลิเคชั่นที่จะมาทำงานบนโครงข่ายมากกว่า โดยต้องหา บิสซิเนสโมเดลที่ชัดเจน จับมือกับพาร์ตเนอร์ขยับเข้าไปในตลาดนี้
          และไม่ใช่แค่ IoT แต่ยังมีอีกหลายเทคโนโลยี แต่กำลังเจรจาอยู่ พวกนี้ไม่ต้องคิดเองใหม่ทั้งหมด แต่มองหาเคสที่ประสบความสำเร็จแล้วแมตชิ่งกับ อินฟราสตรักเจอร์เดิมของเรา 2 ปีต้องได้โมเดลที่เหมาะ เพราะทุกวันนี้ไม่ใช่แค่แคทต้องแข่งกับโอเปอเรเตอร์ในประเทศ แต่โอเปอเรเตอร์ทั่วโลกก็เข้ามาในตลาดไทยเป็นคู่แข่งของเราได้เหมือนกัน
          กำลังเตรียมเสนองบฯลงทุนโครงการ New S-Curve แต่ยังไม่ได้สรุปตัวเลข
          การเปลี่ยนกระทรวง-รมต. มีผลกระทบ
          ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายก็คงไม่กระทบ เพราะเทรนด์สังคมเปลี่ยนแปลงไปสู่ดิจิทัลอยู่แล้ว ฉะนั้นเลี่ยงไม่ได้ที่แคท ต้องซัพพอร์ตรัฐในเรื่องอินฟราสตรักเจอร์ และซัพพอร์ตเทคโนโลยีที่ลูกค้าต้องการ
          ปัญหาในแคทที่หนักใจสุด
          การทำให้พนักงานตระหนักกับภาวะการเปลี่ยนแปลงของบริษัทที่ถือเป็นครั้งใหญ่ ซึ่งเด็กรุ่นใหม่ ๆ ของแคท OK มาก แต่ก็ต้องผลักดันให้เขากล้าพูดกล้าทำมากขึ้น
          ปี 2568 จะไม่มีคลื่นแล้ว
          เรายังคาดหวังเรื่องสิทธิ์ในคลื่นหลัง ปี 2568 แย่ที่สุดก็คือ เราเข้าสู่กระบวนการร่วมประมูลคลื่น แต่เราก็ยังคาดหวังในช่องทางอื่น เช่น จับมือหาพาร์ตเนอร์เข้าไปร่วมประมูล
          ปัญหาเก่ายังค้างคา
          ปัญหาสัมปทานที่ค้างอยู่คืบหน้าเยอะหลักๆ ที่เคลียร์ไม่ได้ คือพวกค่าเชื่อมโยงเชื่อมต่อโครงข่ายอย่าง AC IC ภาษีสรรพสามิต ซึ่งพวกนี้ต้องรอศาลตัดสินทั้งหมด เราจัดการอะไรไม่ได้อยู่แล้ว ข้อพิพาทจริงๆ กับคู่สัมปทาน ก็เหลือไม่เยอะแล้ว เรื่องเสาก็มีโมเดลแล้ว อย่างส่วน JV กับดีแทค ที่จะร่วมทุนกันก็ยังติดในขั้นตอนการตรวจสัญญากับอัยการสูงสุด ซึ่งก็คงต้องเข้าไปดูว่า ติดขัดอะไรอยู่ตรงไหนบ้าง เพราะยิ่งช้า แคทยิ่งเสียโอกาสในการหารายได้ไปเรื่อยๆ กับส่วนสัญญา BFKT ก็เหลือในส่วนเจรจาซื้อระบบสื่อสัญญาณ การจ่ายเงินระหว่างกันตามสัญญา ทั้งหมดก็มีโมเดลเจรจากันอยู่ เราพยายามให้จบภายในสิ้นปีให้ได้ ไม่อย่างนั้นก็คงแย่ ผู้บริหารคงถูกเล่นงานกันหมด (หัวเราะ)
          ธุรกิจโมบายที่วางไว้
          ในส่วนการหา MVNO กำลังเจรจาเพิ่มอีกหลายราย เพียงแต่ต้องเลือก MVNO ให้มากขึ้น ถ้าเซ็กเมนต์ทับกันจะกลายเป็นแข่งกันเอง แล้วตอนนี้คาปาซิตี้ที่มีไม่ได้เยอะมาก ฉะนั้นต้องมีโฟกัสกลุ่มที่ชัดเจนแต่ในธุรกิจโมบายยังถือเป็นรายได้หลักของแคท เพียงแต่มีข้อจำกัดเรื่องคลื่น
          5 ปีจากนี้รายได้หลัก แคทคือ
          ยังเป็นธุรกิจโมบาย แต่ ณ วันนี้เราต้องเริ่มปูพื้นฐานหาโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ เพื่อไปรองรับอนาคต เพราะถ้าช้า จะตามเทรนด์ไม่ทัน และคลื่นในมือที่แน่ ๆ ได้สิทธิ์ถึงปี 2568 แต่หลังจากนั้นยังมีความไม่แน่นอน
          และในปัจจุบัน แคทยังมีจุดด้อยที่มีแค่ 3G ซึ่งมีข้อจำกัดเรื่องสปีดที่น้อยกว่า แล้วต้นทุนต่อยูนิตก็มากกว่า ฉะนั้นถ้ายังมีแค่ 3G ต่อไปคงสู้กับ 4G ไม่ได้ แต่เท่าที่ประเมิน ณ ตอนนี้ น่าจะยังประคองตัวได้ถึงปี 2568 ที่คลื่นหมด ถ้าหลังจากนั้นต้องหาโมเดลที่จะสร้างความมั่นใจในคลื่นของเราได้
          ตอนนี้ยอมรับว่าคลื่นในมือเราไม่เพียงพอ ทางออกคือต้องทำอย่างไรให้เห็นว่า การมี MVNO ขึ้นมาอีกหลาย ๆ ราย คือโมเดลที่มีประโยชน์ต่อประเทศชาติ ทำให้มีผู้เล่นในตลาดมากขึ้น เจาะลงไป ในเซ็กเมนต์กลุ่มเล็ก ๆ ที่ค่ายใหญ่ อาจไม่ได้สนใจ  แล้วตามกฎ กสทช. ที่บอกว่า ให้ทุกค่ายต้องมี MVNO 20% บนโครงข่าย ยังไม่เกิดขึ้น แต่แคททำแล้วจึงอยากให้เห็นประโยชน์ตรงนี้ ก่อนที่จะหารือในเฟสต่อไปเพื่อให้ธุรกิจ MVNO ของเราไปได้ต่อ
          เป้าหมายที่มาเป็นซีอีโอ
          การทำให้แคทอยู่รอดให้ได้ในอนาคต โดยไม่ต้องเป็นอนาคตกับภาครัฐ เพราะวันนี้เรามีแต้มต่อในธุรกิจโมบายอยู่ แต่ในอีก 5 ปีข้างหน้า ต้องมี S-Curve มารองรับ และแก้ปัญหาเก่า ๆ เกี่ยวกับระบบสัมปทานต่าง ๆ เพื่อให้แคทมีรายได้กลับเข้ามา โดยการจับมือกับพาร์ตเนอร์ให้ทรัพย์สินที่มีเกิดประโยชน์สูงสุด ทั้ง IDC เคเบิลใต้น้ำ ให้ประโยชน์สูงสุดกับแคทและประเทศลดการลงทุนซ้ำซ้อนในภาพรวมของประเทศ นี่คือสิ่งที่อยากเห็น
          จากสถานะขณะนี้ มองว่าแคทมี ศักยภาพจะอยู่รอดได้ แต่คงไม่สามารถแข่งขันกับเอกชนได้เต็มที่ด้วยภารกิจที่แคทต้องซัพพอร์ตนโยบายรัฐด้วย แต่เราก็ต้องบาลานซ์ให้พนักงานมีความสุขในการทำงานด้วย การมีกำไร 500-1,000 ล้านบาท ต่อปีไปเรื่อย ๆ แล้วหา New S-Curve ไปเรื่อย ๆ ก็น่าจะโอเค คือต้องหาจุดที่เหมาะสมที่ยืนอยู่ได้ทั้ง 2 ฝั่ง
          วางแผนอยู่ในตำแหน่งเท่าอายุรัฐบาล
          ยังไม่ทราบ คงต้องย้อนไปดูในอดีตว่าอายุเฉลี่ยซีอีโออยู่กันนานแค่ไหนก็ทำงานไปก่อนแล้วค่อยว่ากัน