สัมภาษณ์: กลุ่มสามารถ จัดทัพใหม่ ผสานพลังธุรกิจในเครือพลิกเกมเติบโต

การปรับองค์กร และกลยุทธ์ธุรกิจถือเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ทั้งพฤติกรรมผู้บริโภค การแข่งขัน สภาพเศรษฐกิจ เพื่อให้อยู่ให้รอดและเติบโตต่อได้ จะเปลี่ยนหรือปรับแค่ไหน ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ และเป้าหมายแต่ละองค์กร
          ในธุรกิจสื่อสาร กลุ่มสามารถคร่ำหวอด ในวงการมาโชกโชน ผ่านร้อนผ่านหนาว และปรับองค์กรมาอย่างต่อเนื่อง ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ได้ขยับขยายการลงทุนไปยังธุรกิจอื่นด้วย ล่าสุดก็ไม่ยอมตกกระแส "สตาร์ตอัพ"
          "ประชาชาติธุรกิจ" มีโอกาสพูดคุยกับ "วัฒน์ชัย วิไลลักษณ์" กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.สามารถ คอร์ปอเรชั่น ดังนี้
          * อยู่ในช่วงปรับองค์กรอีกครั้ง
          ครั้งนี้คงต้องใช้เวลา ก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็ว คนก็ด้วย ถึงจุดที่ต้องเปลี่ยนเยอะ กลุ่มสามารถปรับองค์กรมาต่อเนื่อง 6-7-8 ปี ก็ต้องเปลี่ยน เดี๋ยวนี้ อะไรก็เปลี่ยนแปลงเร็วมาก ปีนี้เซตว่า เป็นการทรานส์ฟอร์เมชั่น เปลี่ยนในรอบ 6 ปี จากหลายปัจจัย ทั้งเทรนด์เทคโนโลยี การเกิดขึ้นของสตาร์ตอัพ การแข่งขันที่สูงขึ้น เห็นตั้งแต่ปีที่แล้ว ก็เริ่มเปลี่ยนแบบค่อย ๆ ไป เป็นการเปลี่ยนทั้งกลุ่ม ให้มองภาพใหม่ เพื่อให้ปีหน้าเป็นปีแห่งการสร้างการเติบโต
          * ปัจจัยจากเศรษฐกิจด้วย
          กระทบหมด รวมถึงปัจจัยการเมือง เป็นทุกยุคทุกสมัย บางส่วนของงานของเรามีโปรเจ็กต์ราชการ บางส่วนก็เกี่ยวกับนโยบายรัฐบาลว่าจะไปทิศทางไหน ขณะนี้รัฐบาลมีนโยบายดิจิทัลอีโคโนมี ส่งเสริมให้มีสตาร์ตอัพ ใคร ๆ ก็พูดเรื่องนี้ เราทำมาหลายปี ผ่านโครงการสามารถอินโนเวชั่น เพียงแต่ไม่ได้จับตรงนั้นมาใช้เท่าไร อาจถึงเวลาที่ต้องมาดู เลือกมาใช้บ้าง และกำลังคิดเรื่องการหาธุรกิจใหม่ ๆ ที่จะเข้าไปลงทุนด้วย
          * ส่งเสริมสตาร์ตอัพมาก่อนใคร
          ก็เห็นเทรนด์ตรงนี้มานาน เพียงแต่ไม่สามารถทำเป็นรูปเป็นร่างได้ เพราะตลาดยังไม่รองรับ แอปพลิเคชั่นอะไรต่าง ๆ เราก็ทำใส่ในมือถือตั้งงานแล้ว แต่เป็นจังหวะที่อาจจะเร็วไป ธุรกิจคอนเทนต์ ไม่ได้ตกลง ส่วนใหญ่กระทบธุรกิจมือถือ และตลาดราชการ แต่มุมมองต่าง ๆ คงต้องเปลี่ยน จะมาทำเอ็มวีเอ็นโอ และขายซิมให้ผู้บริโภคทั่วไปอย่างเดียวอาจจะไม่ใช่
          หรือแซมเทล (บมจ.สามารถเทลคอม) จะมารอเข้างานประมูลงานอย่างเดียวก็คงไม่ได้ แม้แต่รัฐบาลเองก็ยังต้องปรับเปลี่ยนให้เป็นดิจิทัล เพื่อให้บริการประชาชนได้อย่าง ทันสมัย
          กลุ่มสามารถจะมีส่วนร่วมตรงนี้ได้อย่างไรเป็นเรื่องที่ต้องมาคิด การให้บริการ เราก็รับเอาต์ซอร์ซมาพอสมควร เช่น บริการในสนามบิน แต่ยังไม่เยอะ ต้องมาคิดว่าจะไปช่วยรัฐบาลปรับปรุงเพื่อให้บริการประชาชนดีขึ้นได้อย่างไร
          * บริษัทในเครือจะปรับใหม่หมด
          เราปรับมาตลอด นี่ก็เป็นอีกครั้งที่ต้องปรับ อย่างซิม (SIM-สามารถไอ-โมบาย) ก็ปรับตั้งแต่บุคลากร มุมมองในการทำธุรกิจ เมื่อเร็ว ๆ นี้เพิ่งไปซื้อบริษัท โฟอินิแคส ที่ทำดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งเข้ามา เพราะจะโกดิจิทัลมากขึ้น เอามาเบลนด์กับคนที่ทำงานอยู่เดิม คาดว่าจะมีอะไรใหม่ ๆ เยอะ ซิมต่อไปก็คงต้องเป็นบริษัทที่เน้นด้านดิจิทัล เรื่องการทำธุรกรรมบนมือถือ ไม่ใช่เน้นตัวแฮนด์เซตหรือมือถืออย่างเดียว อาจมีอุปกรณ์ไอโอที (อินเทอร์เน็ต ออฟทิงส์) ที่เข้ามาเกี่ยวข้องในชีวิตและไลฟ์สไตล์มากขึ้น
          อีกเรื่องที่ต้องทำคือ ที่ผ่านมากลุ่มสามารถไม่เคยใช้ศักยภาพที่ตนเองมีมาซินเนอร์ยี่กัน ต้องซินเนอร์ยี่เพื่อพัฒนาสินค้าบริการใหม่ ๆ อย่างระบบกล้องวงจรปิดก็อาจมาคิดกันว่าจะทำยังไงให้เข้าสู่บ้านคนได้ มีแอปพลิเคชั่นอะไรที่จะทำได้ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฮม หรือการมีโมชั่นเซ็นเซอร์ เป็นต้น
          ทีมงานในแต่ละบริษัทต้องร่วมมือกันคุยกันมากขึ้น ดึงคนจากซิม และแซมเทล มานั่งคุยกัน ก็เริ่มทำไปบ้างแล้ว ดึงคนในแต่ละบริษัทมานั่งระดมสมองร่วมกันว่า จะมีอะไรมาทำร่วมกันได้บ้าง จากฐานลูกค้าที่มีอยู่เดิม จากจุดแข็งในแต่ละส่วนธุรกิจ จะเอามาแชร์กัน ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี ฐานลูกค้า และอะไรต่าง ๆ รวมถึงคนที่มี ความรู้ความชำนาญในแต่ละด้าน ต่อไปการทำศูนย์บริการ แม้แต่อินฟราสตรักเจอร์ ก็อาจนำมารวมกันได้ เพื่อประหยัดต้นทุนได้
          ทุกวันนี้การที่ขึ้นไปอยู่ในโลกออนไลน์หรือดิจิทัล คือถูกกว่า และสะดวกสบายมากขึ้น เราก็ต้องตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปให้ได้ เรามีฐานลูกค้าเกือบทุกเซ็กเมนต์ แต่ไม่เคยเอามาใช้อะไร
          มีจุดแข็งในฐานลูกค้าทั้งรัฐวิสาหกิจและราชการ ในกลุ่มคอนซูเมอร์ก็มีแต่อาจไม่ใหญ่เท่าเอไอเอส ดีแทค หรือทรู เราอยู่ในระหว่างการฟอร์มทีม ไม่ใช่อะไรที่ง่าย ดีว่ามีฐานการเงิน มีฐานลูกค้า และมีธุรกิจที่มีรายได้ประจำอยู่ เป็นการปรับเปลี่ยนธุรกิจ และโครงสร้างองค์กรครั้งใหม่ที่จะเร็วกว่าสมัยวิกฤตเศรษฐกิจ ถือเป็นช่วงของการเปลี่ยนผ่าน แม้แต่คนในองค์กรเองต้องยอมรับว่า อายุก็เยอะขึ้น ตอนวิกฤตเศรษฐกิจ ผมอายุ 40 ตอนนี้เท่าไร ผู้บริหารระดับสูงหลายคน 60 กว่า หลายคน 50 กว่า ต้องเริ่มมองหาซักเซสเซอร์รุ่นต่อไป และไม่ได้มองแค่มิติเดียว ในแง่ธุรกิจ มีงานหลังบ้านตามมาอีกเยอะ แม้แต่ระบบไอทีจะปรับปรุงยังไงให้ทันสมัยขึ้นก็ต้องคิด
          * จะปรับองค์กรไปสู่ธุรกิจบริการมากขึ้น
          ใช่ แต่คงหลากหลาย ทุกเซ็กเมนต์ธุรกิจเอาเทคโนโลยีมาใช้หมด การขายฮาร์ดแวร์อย่างเดียวไม่ได้ หรือรอหน่วยงานเปิดประมูลงานก็ไม่ได้ ต้องมองหาโซลูชั่นที่ตอบโจทย์ลูกค้า ความยากคือการหาทางเปลี่ยนถ่าย ในแง่ธุรกิจคงเห็นจากช่วงนี้ไปจะมีบริการใหม่ ๆ ออกมาต่อเนื่อง
          ซิมปลายปีจะมี แซมเทลคงปีหน้า ต่อไปต้องนำเสนอโซลูชั่น หรือแม้แต่ไปรับบริการเอาต์ซอร์ซจากหน่วยงานต่าง ๆ มากขึ้น ไม่มองแค่ประมูลขายของแล้วจบ ต้องครีเอตมากกว่ารอว่าลูกค้าต้องการอะไร เพื่อเซิร์ฟกับโลกที่ เปลี่ยนไป
          * ให้สอดรับกับนโยบายดิจิทัลอีโคโนมี
          โดยพื้นฐานต้องขับเคลื่อนโดยรัฐ ตามด้วยเอกชน ที่รัฐกำลังทำเพื่อก้าวสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ กระทรวงต่าง ๆ ต้องปรับตัว การเรียนการสอนก็คงต้องเปลี่ยนไป อีเพย์เมนต์เริ่มเห็นแล้ว
          * ใน 4 เดือนที่เหลือจะเห็นอะไรบ้าง
          มีหลายเรื่อง เริ่มขยับเข้าไปในธุรกิจแบงกิ้งแล้ว เข้าไปทำระบบให้ การไฟฟ้าฯ ก็ทำให้จะขยายไปยังเซ็กเตอร์อื่น
          ไอ-โมบายจะมีบริการดิจิทัลมากขึ้น ทำสปอร์ตคอนเทนต์ใหม่ รุก Sport Marketing เต็มตัว ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ก็เพิ่งเปิดตัวเว็บไซต์ไทยแลนด์มอล ดอตคอม ขายสินค้าไทย บางส่วนขายบนเครื่องบิน ขายผ่านคิง เพาเวอร์ และผ่านแค็ตตาล็อก อีกเว็บคือ WappWapp กำลังปรับใหม่ เป็นศูนย์รวมของบริการหลากหลาย ครบหมดตั้งแต่ เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย เร็ว ๆ นี้ก็กำลังจะเปิดตัวธุรกิจฟินเทค
          * ปีหน้าจะคิกออฟทิศทางใหม่ของกลุ่ม
          ปลายปีจะเห็น และบอกได้ว่าเราจะไปตรงไหน จะมีการปรับเปลี่ยนทั้งโครงสร้างการทำงาน ตัวผู้บริหารทั้งใหม่และเก่า รวมถึงธุรกิจที่จะก้าวไป ก็เพื่อสร้างรากฐานธุรกิจที่ยั่งยืนให้กลุ่มสามารถที่ตั้งไว้แล้ว และจะทำให้ได้เป็นแผน 3 ปี คือทำให้ทั้งกลุ่มมีรายได้ ประจำ มีสัดส่วน 50% จาก 25-30% ใน 3 ปี ตั้งยาวกว่านี้ก็ต้องเปลี่ยนปล่อย