ประมูล"เน็ตหมู่บ้าน"ฝุ่นตลบเอกชนขอแบ่งเค้ก1.5หมื่นล.

ประมูลโครงข่ายเน็ตหมู่บ้าน 1.5 หมื่นล้านฝุ่นตลบ เอกชนขอเอี่ยว ชี้นโยบายกลับไปกลับมาทำล่าช้า "ทีโอที-แคท" ย้ำมติ ครม.ให้ รัฐวิสาหกิจดำเนินการ วงการสินค้าไอทีหวังเป็นตัวช่วยจุดกระแสธุรกิจกลับมาคึกคัก
          นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ด้วยการยอมรับว่า การจ้างดำเนินการ ขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ ภายใต้ โครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ ด้วยงบประมาณ 15,000 ล้านบาท ล่าช้ากว่ากำหนดการเดิมที่ตั้งใจจะให้เริ่มโครงการได้ภายในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แต่มั่นใจว่า ภายในเดือนกันยายนนี้จะได้ผู้ชนะการประมูลโครงการนี้ และเริ่มเดินหน้าขยายโครงข่ายได้ หลังจากขณะนี้ข้อกำหนดเงื่อนไขทางเทคนิค (TOR) ได้ประกาศเรียบร้อยแล้ว
          "ผมยอมรับว่า ตอนนี้ทุกอย่างมันช้า เพราะต้องมีการสอบถามความเห็นไปยัง สตง. กรมบัญชีกลาง เพื่อให้รัดกุมที่สุด ให้คนทำงานสบายใจ แต่กันยายนนี้ก็จะได้ ผู้ชนะโครงการ และจะเริ่มทยอยเบิกจ่าย งบประมาณได้ตามแผน แต่ในภาพรวมของการเบิกจ่ายงบฯโครงการนำร่องนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลก็ไม่ได้ช้ามาก มีเริ่มทยอยเบิกจ่ายไปแล้วในหลายโครงการ อาทิ ศูนย์ดิจิทัลชุมชน โครงการอีเลิร์นนิ่ง ส่วนวิธีการจัดซื้อจัดจ้างให้ไปถามปลัดกระทรวง เดี๋ยวจะหาว่า ล้วงลูกอีก แต่ตาม หลักการคือ เราเปิดกว้างให้เอกชนทุกราย เข้ามายื่นเสนอราคาได้ แต่จะมายื่นทุกราย หรือไม่ ทางกระทรวงก็ไม่ทราบได้ ทั้งเมื่อ โครงการเสร็จแล้ว เราก็เปิดกว้างให้เอกชนมาเชื่อมต่อเพื่อนำไปให้บริการลูกค้าได้" นายอุตตมกล่าว
          ด้านแหล่งข่าวภายในกระทรวงไอซีที เปิดเผยว่า กระบวนการยกร่าง TOR ล่าช้าไป จากเดิมนั้น เนื่องจากเกิดปัญหาติดขัดหลายส่วน และทางรัฐมนตรีและปลัดกระทรวง ได้เปลี่ยนนโยบายจากเดิมในที่ประชุม ครม. เมื่อ 19 มกราคม 2559 ที่อนุมัติงบฯโครงการนี้มีนโยบายมอบหมายให้ บมจ.ทีโอที และ บมจ.กสท โทรคมนาคม เป็นวางโครงข่ายทั้ง 2 โครงการ ในฐานะรัฐวิสาหกิจด้านโทรคมนาคม เนื่องจากถือ เป็นโครงข่ายของประเทศ โดยได้มอบหมาย ให้นายพันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีไอซีที เป็นผู้ดูแลโครงการ และหารือกับทั้ง 2 บริษัทเพื่อหาโมเดลแบ่งพื้นที่เพื่อจะวางโครงข่ายได้เร็วที่สุด
          โดยให้ทีโอทีรับผิดชอบ โครงการบรอดแบนด์ ขณะที่แคทรับผิดชอบ โครงการอินเทอร์เน็ตเกตเวย์ แต่ล่าสุดเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา หลังจากมีกระแสข่าวลือบนโซเชียลเน็ตเวิร์กเกี่ยวกับปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างโครงการนี้ ก็มีการเปลี่ยนนโยบายอีกครั้ง โดยให้เปิดกว้างให้บริษัทเอกชนที่รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมประเภทที่ 3 (แบบมี โครงข่ายเป็นของตัวเอง) จาก กสทช. เข้าร่วม เสนอราคาได้ด้วย บนเงื่อนไขว่าต้องเชื่อมโครงข่ายที่ก่อสร้างขึ้นกับ Node ของ ทีโอทีและแคท
          "นโยบายล่าสุดสร้างความอึดอัดให้กับคณะทำงานอย่างมาก เพราะต่างกับนโยบายที่ ครม.มอบหมายไว้ และเสี่ยงที่ผู้ปฏิบัติงานต้องถูกครหาว่าเอื้อกับเอกชน และเพื่อความปลอดภัยของคณะทำงาน จึงมีความพยายามให้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเป็นไปตามแนวทางที่ ครม.สั่งการไว้ คือ ให้ทีโอทีและแคทเป็นผู้ดำเนินการ โดยไม่เกินกลางเดือน ก.ย. จะเปิดให้ทีโอที กับแคทยื่นซองเสนอราคา"
          ด้านนายพันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีไอซีที กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ขณะนี้กำลังเร่งรัดกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อให้เริ่มโครงการให้ได้เร็วที่สุด โดยเป็น การดำเนินการตามกรอบนโยบายเดิมที่ให้ทีโอทีและแคทเป็นผู้วางโครงข่ายและเปิดให้เอกชนที่สนใจเข้ามาร่วมให้บริการแก่ลูกค้าปลายทางได้
          สำหรับเงื่อนไขข้อกำหนดทางเทคนิค (TOR) ของโครงการนี้ ได้ประกาศราคากลางไว้เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2559 ในราคา 10,830.87 ล้านบาท จากงบประมาณ 13,000 ล้านบาท แต่ยังไม่ได้กำหนดวันยื่นซองเสนอราคา โดยผู้ชนะโครงการนี้จะต้องวางโครงข่ายบรอดแบนด์ความเร็วสูงพร้อมจุดให้บริการให้ครบ 24,700 หมู่บ้านตามรายชื่อแนบท้าย TOR ภายใน 365 วัน นับจากวันถัดจากวันลงนามในสัญญาจ้าง ขณะที่การชำระเงินจะแบ่งเป็น 10 งวด ทยอยจ่ายตามเนื้องานที่ระบุในทีโออาร์
          ขณะที่ นางทรงพร โกมลสุรเดช ปลัดกระทรวงไอซีที กล่าวว่า ได้ลงนามใน ทีโออาร์เรียบร้อยแล้ว อยู่ในขั้นตอนของคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้าง แต่เมื่อสอบถามว่า บริษัทเอกชนอื่นสามารถเข้ามายื่นซองได้หรือไม่ เมื่อนโยบายของ ครม.ระบุให้ทีโอที กับแคทเป็นผู้ดำเนินการ ปรากฏปลัดไอซีที ปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลในส่วนนี้
          ด้านแหล่งข่าวจาก บมจ.ทีโอที เปิดเผย กับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ทีโอทีได้รับแจ้ง กำหนดการยื่นซองเสนอราคาแล้วและเตรียมวางโครงข่ายได้ทันทีเมื่อมีการลงนามในสัญญา โดยทีโอทีจะรับผิดชอบวางโครงข่ายทั้งหมด 94% ของหมู่บ้านตาม ทีโออาร์อีก 6% ทางแคทจะเป็นผู้ดำเนินการ
          "โครงการนี้เอกชนในวงการโทรคมนาคมก็วิ่งกันฝุ่นตลบเพื่อให้ได้งานนี้ แต่ทางไอซีที ได้แจ้งมาแล้วว่า ให้ทีโอทีและแคทเตรียมเริ่มวางโครงข่าย ซึ่งทีโอทีได้มีเตรียมเอกสารขออนุมัติที่ประชุมบอร์ดบริษัทกลางเดือนนี้ไว้หมดแล้ว เพื่อขอจัดประกวดราคาจัดซื้ออุปกรณ์วางโครงข่ายตามรายละเอียดและสเป๊กในทีโออาร์ ซึ่งได้รับอนุมัติจาก คณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุ (กวพ.) ให้ใช้การประกวดราคาแทนการจัดซื้อด้วยวิธีอิเล็กทรอนิกส์ โดยคาดว่ากระบวนการจัดซื้ออุปกรณ์จะใช้เวลาไม่เกิน 90 วัน"
          โดยโครงการนี้ทีโอทีจะเป็นผู้วาง โครงข่ายเอง ไม่ได้จ้างบริษัทมาซับคอนแทร็กต์ แต่อาจจะมีการจ้างแรงงานท้องถิ่นในแต่ละจังหวัดเข้ามาช่วยเสริม เนื่องจากตาม TOR ต้องติดตั้งให้เสร็จภายใน 1 ปี โดยมีการแบ่งพื้นที่โครงการออกเป็น 5 ภาค โดยเตรียมทีมติดตั้งไว้ 200 ทีม เฉลี่ยจังหวัดละ 3 ทีม เพราะเมื่อเริ่มเซ็นสัญญาจะมีเวลาเตรียมราว 3 เดือน ก่อนเริ่มทยอย ติดตั้งโครงข่ายเดือนละ 3,000 หมู่บ้าน เพื่อให้สามารถเบิกจ่ายค่าจ้างได้ตามทีโออาร์ ซึ่งโครงการนี้ถือว่ามีกำไรไม่มากนัก แต่เป็นโอกาสที่ทีโอทีจะเข้าไปดึงลูกค้ารายย่อยในแต่ละพื้นที่ให้เข้ามาใช้บริการของทีโอทีเมื่อโครงข่ายเสร็จ
          ขณะที่แหล่งข่าวในวงการโทรคมนาคม เปิดเผยว่า หากทีโอทีเป็นผู้ได้งานโครงการนี้ก็เป็นที่น่าจับตา เพราะถือเป็นโครงการใหญ่ที่ต้องทำให้เสร็จภายใน 1 ปี และรัฐบาลให้ความสำคัญมาก เพื่อเป็นพื้นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล แต่ขณะนี้ทีโอทีมีปัญหาภายในหลายด้าน ไม่แน่ใจว่าจะกระทบกับศักยภาพในการดำเนินงานแค่ไหน และที่ผ่านมาทุกครั้งที่มีการจัดซื้อจัดจ้างก็จะล่าช้ากว่าเผนเสมอและมีข้อครหาว่า มีการฮั้วกันในการจ้างซับคอนแทร็กต์เข้ามาดำเนินงาน "ก็คงต้องจับตาดู" เพราะโครงการนี้กลายเป็นกลไกเดียวที่จะวางโครงข่ายให้ถึงระดับหมู่บ้าน เนื่องจากโครงการ USO ของ กสทช. ที่มีแผนขยายโครงข่ายบรอดแบนด์ไปถึงระดับหมู่บ้านทั่วประเทศถูกระงับอยู่
          ด้านนายจีรวุฒิ วงศ์พิมลพร กรรมการ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท เลอโนโว (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การลงทุน 15,000 ล้านบาทของภาครัฐในโครงการนี้ จะเข้ามาช่วยกระตุ้นการลงทุนไอที และการจับจ่ายสินค้าไอทีในระยะยาว ไม่ว่าผู้ติดตั้งโครงข่ายจะเป็นรัฐวิสาหกิจหรือเอกชน สำคัญที่จะต้องทำให้ได้เร็วและทำให้ผู้ใช้ปลายทางอย่างตั้งแต่ผู้บริโภคและหน่วยงานตามพื้นที่ต่าง ๆ เข้าถึงโครงข่าย อินเทอร์เน็ตได้ ซึ่งจะทำให้อัตราการเรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่จะเพิ่มขึ้นทันที และจะกระตุ้นให้เกิดการลงทุนซื้ออุปกรณ์ไอทีต่าง ๆ จะตามมาอัตโนมัติ ซึ่ง น่าจะเริ่มเห็นกำลังซื้อเหล่านี้ได้ภายใน 2-3 ปีต่อจากนี้