ยื้อสรุปยอดเยียวยาสัมปทาน ''ทรูมูฟ-ดีพีซี'' 

 3 ปียังไม่ฟันธง ! สำนักงาน กสทช.เลื่อนสรุปยอดเงินเยียวยาหลังหมดสัมปทาน "ทรูมูฟ-ดีพีซี" อีกครั้ง โอดค้างอยู่คณะทำงาน 2 ปี จะให้เลขาฯสรุปภายใน 8 วันทำไม่ได้ ขณะที่ยอดตัวเลขจากฝั่งคณะทำงานประเมิน-ค่ายมือถือยังต่างกัน 10,000 ล้านบาท ฟาก สตง.ไล่บี้ต่อเนื่อง

          นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ในการประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ล่าสุด (1 ก.ย. 2559) ยังไม่มีข้อสรุปเกี่ยวกับยอดเงินที่บริษัท ทรูมูฟ จำกัด และบริษัทดิจิตอลโฟน (ดีพีซี) จะต้องนำส่งเข้ารัฐ ตามประกาศมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวในกรณีสิ้นสุดการอนุญาตสัมปทาน หรือสัญญาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ. 2556

          เนื่องจากทางสำนักงาน กสทช.ได้เพิ่งส่งรายงานความเห็นและตัวเลขยอดเงินที่ประเมินได้ จึงอยากให้เวลาคณะกรรมการทั้งหมดได้พิจารณารายละเอียดอีกครั้งก่อนตัดสินใจ จึงได้ขอเลื่อนวาระออกไปพิจารณาในการประชุมสัปดาห์หน้าแทน

          "ตอนนี้แต่ละฝั่ง คือทั้งบอร์ดและคณะทำงานตรวจสอบเงินนำส่งรายได้แผ่นดินกับทางสำนักงาน กสทช. โดยเลขาธิการจะต้องทำรายงานสรุปตัวเลขตามความเห็นของตนเองเสนอให้บอร์ดพิจารณา ซึ่งทางสำนักงานเพิ่งประเมินเสร็จ เนื่องจากตัวเลขมีความซับซ้อนและอยากจะให้ เป็นรายได้ที่เกิดจากการใช้งานคลื่น ความถี่เท่านั้น รวมถึงต้องชี้แจงได้ในทุกประเด็นหากมีการฟ้องร้อง จึงใช้เวลานาน และอยากให้บอร์ดได้พิจารณารายงานที่เพิ่งส่งให้ละเอียดก่อน จึงขอเลื่อนไปเป็นวาระการประชุมหน้า แม้ว่าทาง สตง. (สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน) จะเร่งมา แต่ต้องเข้าใจว่าเรื่องนี้มันค้างอยู่ที่คณะทำงาน 2 ปี เพิ่งแจ้งมาให้เลขาธิการประเมินตัวเลขเมื่อ 8 วันก่อน ตัวเลขมันยุ่งมากทำไม่ทัน"

          แหล่งข่าวภายใน กสทช. เปิดเผยว่า วาระการพิจารณาสรุปตัวเลขรายได้ช่วงเยียวยาหลังสิ้นสุดสัมปทานค้างมานานแล้ว ทาง สตง.ได้ทวงถามถึงการนำเงินส่งเข้าเป็นรายได้แผ่นดินมาหลายครั้งแล้วแต่ก็ยังไม่ได้ข้อยุติ

          โดยก่อนหน้านี้คณะทำงานตรวจสอบเงินนำส่งรายได้แผ่นดิน ได้แบ่งช่วงเวลาที่ต้องนำส่งรายได้ออกเป็น 3 ช่วง ได้แก่ 1.ตั้งแต่สัมปทานสิ้นสุด 16 ก.ย. 2556 จนถึง 17 ก.ค. 2557 ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งชะลอการประมูลคลื่น 1800 MHz ช่วงที่ 2 คือการให้บริการภายใต้คำสั่ง คสช. 17 ก.ค. 2557-17 ก.ค. 2558 และช่วงที่ 3 หลังสิ้นสุดคำสั่งชะลอการประมูลจนจัดสรรใบอนุญาตให้ผู้ชนะการประมูล 18 ก.ค.- 3 ธ.ค. 2558

          แต่ฟากทรูมูฟและดีพีซีคัดค้านตัวเลขที่คณะทำงานได้สรุปขึ้น ทั้งปฏิเสธการชำระเงินหลังจาก กทค.เคยมีมติเมื่อ 13 ส.ค. 2558 เห็นชอบให้ทรูมูฟนำส่งรายได้ช่วงที่ 1 ราว 1,069.98 ล้านบาท ดีพีซี 627.64 ล้านบาท โดยขอให้มีการทบทวนใหม่เนื่องจากพิจารณาค่าใช้จ่ายไม่สะท้อนความจริง พร้อมทำเอกสารชี้แจงรายได้ค่าใช้จ่ายทั้งหมดมาให้

          ขณะที่ทางสำนักงาน กสทช.ได้มอบหมายให้อัยการสูงสุดยื่นฟ้องทรูมูฟและ ดีพีซีต่อศาลปกครองเพื่อให้ชำระเงินเยียวยาช่วงที่ 1 ตามมติ กทค.เมื่อ ส.ค. 2558 ไปแล้ว โดยกำลังอยู่ในขั้นตอนการไต่สวนก่อนที่ศาลจะพิจารณาว่าจะรับ ฟ้องหรือไม่

          "ตอนนี้มีความพยายามที่จะขอถอนฟ้องโดยอ้างว่าจะได้รวบยอดเรียกให้เอกชนมาชำระเงินพร้อมกันทั้ง 3 งวดได้สะดวกขึ้น แต่มีประเด็นข้อกฎหมายต้องพิจารณา คือ เงื่อนไขในการคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ที่จะเริ่มนับต่อเมื่อมีการทวงถาม หากมีการถอนฟ้องการเรียกชำระเงิน งวดที่ 1 อาจส่งผลให้บริษัทไม่ต้องจ่าย ดอกเบี้ยจากการผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งในประเด็นนี้ก็ยังไม่ได้ข้อสรุปเช่นกัน เพราะทางสำนักงาน กสทช.ถอนวาระการพิจารณาออกไปก่อน"

          โดยตัวเลขรายได้ทั้ง 3 ช่วงเวลาของคณะทำงานตรวจสอบ ไม่รวมค่าใช้โครงข่ายของ บมจ. กสท โทรคมนาคม (แคท) ที่ผู้ให้บริการแต่ละรายต้องนำจ่าย แคทเอง ยอดเงินรายได้ที่ทรูมูฟ ต้องนำส่งเข้าเป็นรายได้แผ่นดินจะอยู่ที่ 13,989.24 ล้านบาท ยอดของดีพีซีจะอยู่ที่ 879.59 ล้านบาท

          ขณะที่ฝั่งผู้ประกอบการได้สรุปยอดเงินนำส่งเข้าคลังไว้แตกต่างออกไป คือ ทรูมูฟ ระบุยอดอยู่ที่ 3,088.42 ล้านบาท ส่วนดีพีซี สรุปยอดเงินต่างไปเล็กน้อยคือ 879.39 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบมูลค่าเงิน รายได้ที่ต้องนำส่งเข้าคลังของ 2 แนวทาง แตกต่างกันราว 10,900.82 ล้านบาท