เอ็ตด้าเผยพฤติกรรมผู้ใช้เน็ตปี 59 ชงรัฐ-เอกชน บริการ 3G/4G ยังต้องปรับปรุง

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้า) กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เผยผลสำรวจ พฤติกรรมผู้ใช้อินเตอร์เน็ต ปี 2559 ยุค 4 จีทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ไฮไลท์ นักท่องเน็ตผ่านมือถือโต 9 เปอร์เซ็นต์ จากปี 58 ยอด 5.7 พุ่ง 6.2 ชั่วโมงต่อวัน ช่วงเวลาที่ใช้มากที่สุด 4 โมง ถึง 8 โมงเช้า เพศที่ 3 และเจน Y ใช้อินเตอร์เน็ตผ่านมือถือสูงสุด เจน X ขึ้นไปเน้นไลน์ เจน Z และ Y นิยมท่องยูทูบ คาดเทรนด์ใหม่ยุค 4G ชี้ นักการตลาดต้องสน คนยุคนี้ท่องเน็ต เพื่อ "แชต ชม อ่าน" ขณะที่การให้บริการ 3G/4G ยังต้องปรับปรุง
          ดร.อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและ การสื่อสารเปิดเผยว่า จากการเปิดประมูลคลื่นความถี่ 4G เมื่อปลายเดือนธันวาคม 2558 ที่ผ่านมา ทำให้มีการเปิดให้บริการเทคโนโลยี 4G อย่างเป็นทางการในปีนี้ นับว่าส่งผลอย่างมาก ในการเปลี่ยนแปลงการใช้งานอินเทอร์เน็ตในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมผลสำรวจพฤติกรรม ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตของเอ็ตด้าในปีนี้จึงมีมิติในเชิง ที่ลึกขึ้น ทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดทั้งผ่านสมาร์ทโฟน และคอมพิวเตอร์ ได้อย่างครอบคลุม และน่าเชื่อถือเป็นประโยชน์สำหรับหน่วยงานภาครัฐ ที่จะนำไปใช้ ในการวางแผน/กำหนดนโยบายให้สอดคล้องกับผู้ใช้อินเทอร์เน็ตกลุ่มต่างๆ รวมทั้ง ภาคเอกชน
          โดยเฉพาะผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซ และแบรนด์สินค้าในการนำข้อมูลผลการสำรวจไปใช้ประกอบ การจัดทำแผนธุรกิจหรือปรับกลยุทธ์การตลาดให้สอดคล้องกับความต้องการหรือพฤติกรรมของลูกค้า กลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิผล อันจะส่งผลให้การทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ของประเทศมีอัตราการเติบโตเพิ่มสูงขึ้นและหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผลสำรวจพฤติกรรมนี้จะมีส่วน ในการผลักดันให้เกิดการ ขับเคลื่อนประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพได้เท่าทันต่อแนวโน้มที่เปลี่ยนแปลง อันเป็นผลพวงจากเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในยุคนี้
          น.ส.สุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ ETDA (เอ็ตด้า) กล่าวว่า การนำเสนอ ผลการสำรวจในปีนี้ เรานำพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมาจำแนกเป็นรายเจนเนอเรชัน ทั้งบนสมาร์ทโฟน แทบเล็ต และบนคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ โน๊ตบุ๊ค เพื่อให้เข้าใจง่าย ซึ่งประกอบด้วยผู้ที่อาศัยในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน และมีการกระจายตัวของเพศ อายุ การศึกษา สถานภาพการทำงาน และรายได้ที่สอดคล้องกับโครงสร้างประชากร สามารถนำไปวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้ อินเทอร์เน็ตเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มได้ ได้แก่ เจน Z, เจน Y, เจน X และ Baby Boomer
          จากการสำรวจพบว่า จำนวนชั่วโมงการใช้อินเทอร์เน็ตในภาพรวมทั้งผ่านอุปกรณ์ เคลื่อนที่ และคอมพิวเตอร์ โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 45.0 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือคิดเป็นระยะเวลาการใช้งานเฉลี่ย 6.4 ชั่วโมงต่อวัน โดยเพศที่สาม และ Gen Y เป็นกลุ่มที่มีการใช้อินเทอร์เน็ตโดยเฉลี่ยสูงที่สุด อยู่ที่ 48.9 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และ 53.2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ตามลำดับ
          สมาร์ทโฟนยังคงเป็นอุปกรณ์หลักที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตนิยมใช้ในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต โดยมีจำนวนผู้ใช้งานมากถึงร้อยละ 85.5 และมีจำนวนชั่วโมงการใช้งาน โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 6.2 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งทั้งจำนวนผู้ใช้งานและจำนวนชั่วโมงการใช้งานของปีนี้สูงกว่าปีที่แล้วอย่างเห็นได้ชัด โดยในปี 2558 มีจำนวนผู้ใช้งานร้อยละ 82.1 และมีจำนวนชั่วโมงการใช้งานโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 5.7 ชั่วโมงต่อวันเท่านั้น
          ช่วงเวลาเรียน/ทำงาน (08.01-16.00 น.) คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเป็นอุปกรณ์อันดับ 1 ที่ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตนิยมใช้ในการเข้าถึงอินเตอร์เน็ต โดยช่วงเวลา 08.01-12.00 น. เป็นช่วงเวลาที่คนนิยมใช้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 64.5 ขณะที่ช่วงเวลาหลังเลิกเรียน/ทำงานจนถึงเช้า (16.01-
          08.00 น.) สมาร์ทโฟนเป็นอุปกรณ์อันดับ 1 ที่ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตนิยมใช้ในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต โดยช่วงเวลา 16.01-20.00 น. เป็นช่วงเวลาที่คนนิยมใช้สมาร์ทโฟนในการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 68.4
          สำหรับผู้ใช้อินเตอร์เน็ตที่พักอาศัยในกรุงเทพฯ คิดเป็นร้อยละ 29.3 ใช้อินเทอร์เน็ต
          ระหว่างการเดินทางในสัดส่วนที่สูงกว่าผู้ใช้อินเตอร์เน็ตที่พักอาศัยในต่างจังหวัด ซึ่งมีเพียงร้อยละ 10.3 เท่านั้น ด้วยโครงสร้างพื้นฐานทางอินเตอร์เน็ตของคนกรุงเทพฯ ที่ดีและพร้อมกว่าต่างจังหวัด และตลอดจนคนกรุงเทพฯ ประสบปัญหาสภาพการจราจร ที่แออัด หนาแน่นกว่าต่างจังหวัด ทำให้คนกรุงเทพฯ นิยมที่จะหยิบ โทรศัพท์มือถือ ขึ้นมาเล่น/ใช้งานในระหว่างรถติด
          กิจกรรมยอดนิยม 5 อันดับแรกที่ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตนิยมทำผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ ได้แก่ การพูดคุยผ่าน Social Network (ร้อยละ 86.8) รองลงมา เป็นการดูวีดีโอผ่าน YouTube (ร้อยละ 66.6), การอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (ร้อยละ 55.7), การค้นหาข้อมูล (ร้อยละ 54.7) และการทำธุรกรรมทางการเงิน (ร้อยละ 45.9) ตามลำดับ
          ในส่วนของสื่อสังคมออนไลน์ยอดนิยม 3 อันดับ พบว่า อันดับแรก ได้แก่ YouTube มีผู้ใช้งานมากถึงร้อยละ 97.3 รองลงมา คือ Facebook และ Line มีผู้ใช้งานคิดเป็นร้อยละ 94.8 และ 94.6 ตามลำดับ
          โดยกลุ่มที่ใช้งาน YouTube มากที่สุดได้แก่ เจน Y และ เจน Z คิดเป็น ร้อยละ 98.8 และ 98.6 ตามลำดับ ขณะที่ 2 กลุ่มนี้ใช้ Facebook คิดเป็นร้อยละ 97.9 และ 93.8 ตามลำดับ เป็นอันดับ 2 ส่วนอันดับ 3 คือ Line คิดเป็นร้อยละ 97.2 และ 91.4 ตามลำดับ
          ในขณะที่ Line เป็นแอพพลิเคชั่นที่กลุ่ม Baby Boomer และ เจน X นิยมใช้ติดต่อสื่อสารมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 91.5 และ 96.2 ตามลำดับ รองลงมา คือ YouTube คิดเป็นร้อยละ 89.3 และ 95.3 ตามลำดับ ส่วนอันดับ 3 คือ Facebook คิดเป็นร้อยละ 86.5 และ 93.9 ตามลำดับ
          เมื่อทำการสำรวจด้านความถี่ในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์แต่ละประเภท พบว่า Facebook ยังคงเป็นสื่อสังคมออนไลน์ที่มีการใช้งานบ่อยที่สุดเป็นอันดับ 1 รองลงมา เป็น Line และ YouTube โดยมีสัดส่วนของผู้ใช้งาน คิดเป็นร้อยละ 84.2, 82.0 และ 76.9 ตามลำดับ
          ในด้านปัญหาต่างๆ ที่เกิดจากการใช้อินเตอร์เน็ต จากผลการสำรวจ พบว่า ปัญหาอันดับแรก ได้แก่ ความล่าช้าในการเชื่อมต่อ/ใช้อินเทอร์เน็ต (ร้อยละ 70.3) รองลงมา เป็นเรื่องของปริมาณโฆษณาที่มารบกวน (ร้อยละ 50.7), การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตยาก/หลุดบ่อย (ร้อยละ 32.7), เสียค่าใช้จ่ายแพง (ร้อยละ 26.8) และการให้บริการอินเตอร์เน็ตยังไม่ทั่วถึง (ร้อยละ 21.2) ตามลำดับ
          ในความคิดเห็นของผู้ใช้อุปกรณ์เคลื่อนที่ผ่านระบบ 3G/4G ปัญหาสำคัญที่สุด 3 อันดับแรกที่เกิดจากการใช้งานระบบ 3G/4G อันดับแรก เป็นเรื่องของความสิ้นเปลือง แบตเตอรี่ ต้องหมั่นคอยชาร์จ รองลงมา เป็นเรื่องของการใช้งาน 4G ในบางพื้นที่ไม่มีสัญญาณ หรือสัญญาณอ่อน และค่าใช้จ่ายในการใช้งานค่อนข้างสูง คิดเป็นร้อยละ 70.4, 64.7 และ 40.2 ตามลำดับ
          ข้อมูลเหล่านี้ เป็นข้อมูลที่ชัดเจนในเรื่องการใช้งานอินเตอร์เน็ตทั้งผ่านสมาร์ทโฟน และคอมพิวเตอร์พอจะสรุปได้ว่าคนส่วนใหญ่ยังคงชื่นชอบการสื่อสารจากการแชตในสังคม ออนไลน์มากที่สุด ขณะที่การชมยูทูบเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของความบันเทิงที่เป็นที่นิยม
          สำหรับการอ่านอีบุ๊กคนไทยยังคงให้ความสำคัญเป็นอันดับ 3 ทั้งหมดช่วยให้ การประเมินต่อยอดกิจกรรมต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตของทั้งภาครัฐเอง เอกชน และคนทั่วไปง่ายขึ้นในการเข้าถึงพฤติกรรมของผู้บริโภค รวมถึงเป็นกำลังใจให้วงการดิจิตอลคอนเท็นต์ในการที่สร้างสรรค์งานเขียน และสื่อสร้างสรรค์ออนไลน์ดีๆ ต่อไป