"เดลล์"หนุนเมืองแสนสุขดันไอทีพัฒนาเมือง

  ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
          การเปลี่ยนถ่ายเทคโนโลยีที่เรียกว่าดิจิทัลทรานสฟอร์เมชั่นในปัจจุบันนั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในเชิงธุรกิจมากขึ้น เพราะหากองค์กรปรับตัวไม่ทันอาจเสียโอกาสในการเติบโต หรือแม้แต่ในเชิงภาครัฐเองแม้จะมีการสนับสนุนเชิงนโยบาย แต่ถ้าไม่เห็นเป็นรูปธรรมก็อาจจะเสียโอกาสได้เช่นกัน
          อโณทัย เวทยากร กรรมการผู้จัดการ เดลล์ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) และผู้จัดการทั่วไป เดลล์ อินโดจีน กล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นองค์กรเอกชนหรือภาครัฐ หากไม่พร้อมนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้อย่างทันทีจะเสียโอกาสอย่างมหาศาล เพราะประเทศไทยยังมีสัดส่วนขององค์กรที่ไม่พร้อมปรับเปลี่ยนอะไรเลย (Current Focus) ถึง 16% เทียบกับองค์กรที่ต้องการเป็นผู้นำอนาคต (Future Creator) 18% ถือว่าเป็นสัดส่วนที่ไม่ต่างกันมาก ดังนั้น การตื่นตัวให้ทันเทคโนโลยีถือว่าเป็นโอกาสช่วยให้ภาพรวมทางเศรษฐกิจในระดับประชาคมอาเซียนมีการพัฒนาที่ดีขึ้น
          ทั้งนี้ ในปี 2568 อาเซียนจะเป็น กลุ่มประเทศที่มีการเติบโตเชิงเศรษฐกิจสูงสุดและจะมีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพี เข้ามาเพิ่มขึ้นเป็น 3.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐจากปัจจุบันที่มีอยู่ 2.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ การเร่งปรับตัวก่อนจะช่วยให้พร้อมรับเทคโนโลยีที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่จะเข้ามาเป็นปัจจัยสำคัญในประเทศ คือ คลาวด์ บิ๊กดาต้า และอะนาไลติค ระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบควบรวม (คอนเวิร์จอินฟราสตรักเจอร์) ถือว่าเป็น 3 เทคโนโลยีหลักที่จะเปลี่ยนเชิงธุรกิจอย่างมหาศาลและเข้ามาสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าได้อย่างมหาศาล
          หากยกตัวอย่างความพึงพอใจ ของ 3 เทคโนโลยีนี้ ถ้ามองให้ง่าย คือ คลาวด์จะเข้ามาช่วยให้การใช้งานข้อมูลดีขึ้นและปรับใช้ในเชิงธุรกิจง่ายขึ้น บิ๊กดาต้าและอะนาไลติคจะช่วยในเรื่องของการนำข้อมูลที่ถูกวิเคราะห์มาเพิ่มประสิทธิภาพได้อย่างแม่นยำ ส่วนระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบควบรวม (คอนเวิร์จอินฟราสตรักเจอร์) จะช่วยให้ใช้งานโครงสร้างเดิมที่องค์กรลงทุนด้านไอทีไปก่อนหน้านี้จะสามารถทำงานได้อย่างคุ้มค่ามากขึ้น
          ณรงค์ชัย คุณปลื้ม นายกเทศมนตรีเมืองแสนสุข กล่าวว่า การร่วมมือกับภาคเอกชนไม่ว่าจะเป็นเดลล์และอินเทลในการนำข้อมูลภายในจังหวัดมาใช้ด้านการวิเคราะห์ข้อมูลและจัดทำโครงการพัฒนาจังหวัดนั้น จะช่วยเพิ่มศักยภาพและความสามารถในการเข้าถึงประชาชนมากขึ้น ในการพัฒนาคุณภาพชีวิต รวมทั้งแก้ปัญหาสำหรับอนาคตได้ไม่ยาก
          "เรื่องปัญหาสุขภาพ สภาพแวดล้อม ท่องเที่ยวและร้านอาหาร ถือว่าเป็นโครงการที่ทางเทศบาลมองว่าเป็นสิ่งที่สามารถเข้าไปแก้ไขจุดบอดได้ โดยไม่ต้องรองบพัฒนาจากทางส่วนกลางอย่างเดียว" ณรงค์ชัย กล่าว
          แม้โครงการเหล่านี้จะยังไม่มีเรื่องของเม็ดเงินอย่างชัดเจน แต่การนำร่องโครงการที่เกี่ยวข้องกับการนำเทคโนโลยีไปใช้ในการพัฒนาชุมชนนั้น ถือว่าเป็นแนวทางการบริหารเมืองที่ดี เพราะหลักในการบริหารประเทศควรจะคำนึงถึงความแตกต่างของประชากรเป็นหลักทั้งในเรื่องของเพศ อายุ การศึกษา ยกตัวอย่างเช่น ชาวต่างชาติที่มาท่องเที่ยวพัทยาย่อมต้องการข้อมูลในเรื่องของการพักผ่อนและค้นหาร้านอาหาร หรือคนชราที่ต้องอยู่บ้านคนเดียว ซึ่งเมืองแสนสุขมีจำนวนผู้สูงวัยมากถึง 70% ซึ่งคนเหล่านี้ต้องการการดูแลในเรื่องสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ปลอดภัย
          "โครงการที่เทศบาลคิดขึ้นมาทั้งหมดไม่ได้ใช้งบจำนวนมาก แต่ช่วยเหลือคนส่วนรวมได้มาก หากในอนาคตมีเอกชนสนใจเข้ามาสนับสนุนจะยิ่งสร้างโอกาสให้พัทยาและเมืองแสนสุขกลายเป็น สมาร์ทซิตี้ได้ไม่ยาก"
          อโณทัย กล่าวทิ้งท้ายว่า การเข้าไปมีส่วนร่วมในเรื่องของสมาร์ทซิตี้กับทางเมืองแสนสุขนั้น เนื่องจากมีการนำเสนอโครงการเข้ามาชัดเจนและบริษัทมีความพร้อมจึงเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในความร่วมมือด้านอินเทอร์เน็ตเกตเวย์ คลาวด์ เซิร์ฟเวอร์และสตอเรจ ซึ่งเดลล์มองว่าการพัฒนาระบบไอทีนั้น ไม่ว่าจะเป็นในภาคธุรกิจหรือประเทศล้วนอยู่ที่วิสัยทัศน์ของผู้บริหารทั้งสิ้น โดยบริษัทยังมีความร่วมมือกับ จ.ภูเก็ตและเชียงใหม่ด้วย แต่ยังรอแนวทางที่ชัดเจน