ยุติคดีมาราธอน "ทรู-ทีโอที" ศาลปกครองสูงสุดสั่งไม่ต้องจ่าย 9 พันล้าน

ปิดฉากคดีประวัติศาสตร์! ศาลปกครองสูงสุด ชี้ขาดเพิกถอนคำสั่งคณะอนุญาโตตุลาการ ส่งผลให้ทีโอทีไม่ต้อง ควักกระเป๋าแบ่งผลประโยชน์จากค่าเชื่อมโยงโครงข่ายให้ทรู 9,175 ล้านบาท หลังคดียืดเยื้อนานกว่า 10 ปี “อุตตม” ลั่นให้เตรียมการรองรับอีกหลายคดีจ่อคิวมาอีกเพียบ
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 19 ส.ค.ที่ผ่านมา ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง ที่ให้เพิก ถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ กรณีให้บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) แบ่งผลประโยชน์ตอบแทนและชำระเงินให้บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มูลค่า 9,175.82 ล้านบาท ถือเป็นการยุติคดีความการขอแบ่งผลประโยชน์ตอบแทนจากค่าเชื่อมโยงโครงข่ายโทรคมนาคมระหว่างทีโอทีกับทรู ที่ยืดเยื้อมาเป็นเวลากว่า 10 ปี
          โดยศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า การที่คณะ อนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดโดยพิจารณาแบ่งผลประโยชน์ตอบแทน โดยคำนึงถึงความสุจริตยุติธรรมและปกติประเพณีตามมาตรา 368 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้น ไม่ได้พิจารณาถึงความสมเหตุสมผลและเป็นธรรมต่อผู้รับใบอนุญาตและความเท่าเทียมกันระหว่างผู้ขอใช้หรือขอเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมทุกราย อันเป็นการไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญปี 2540 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งมาตรา 34 พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อนุญาโตตุลาการ 2545 มาตรา 25 วรรคห้า, มาตรา 80 วรรคสอง พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม 2544 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง (8) พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจาย เสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม 2543 และมาตรา 26 วรรคสี่ พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 ดังนั้น การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ จึงเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งศาลมีอำนาจเพิกถอนคำชี้ขาดดังกล่าวได้
          ทั้งนี้ ทีโอทีได้ยื่นฟ้องร้องต่อศาลปกครอง เมื่อวันที่ 20 เม.ย.2549 ขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาด ของคณะอนุญาโตตุลาการ เนื่องจากคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการไม่เป็นกลาง และไม่เป็นธรรมต่อทีโอที เพราะนายประสิทธิ์ โฆวิไลกุล ประธานอนุญาโตตุลาการนั้น ดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัท ประกันวินาศภัย อัลลานซ์อัล ซีพี จำกัด ซึ่งถือว่ามีความเกี่ยวโยงกับทรูโดยตรง
          นอกจากนี้ การเรียกเก็บค่าเชื่อมโยงโครงข่ายโทรคมนาคมจากการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ จากผู้ให้บริการที่เป็นคู่สัญญาสัมปทานกับ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เลขหมายละ 200 บาทต่อเดือนนั้น มีมาก่อนที่ทีโอทีจะทำสัญญา สัมปทานโทรศัพท์พื้นฐาน 2.6 ล้านเลขหมายกับทรู ซึ่งทรูก็รู้อยู่ก่อนแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นที่ทีโอทีจะต้องแบ่งผลประโยชน์ให้กับทรู หากต้องแบ่งผลประโยชน์ให้กับทรู ทีโอทีก็ต้องแบ่งผลประโยชน์ให้กับบริษัท ทีทีแอนด์ที จำกัด (มหาชน) คู่สัญญาสัมปทานโทรศัพท์พื้นฐาน 1.5 ล้านเลขหมายด้วย อีกทั้งการคำนวณค่าเสียหายไม่ได้เป็นสูตรที่มีการตกลงร่วมกันระหว่างทีโอทีกับทรู จึงถือว่าไม่มีบรรทัดฐานในการคิดค่าเสียหาย
          ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ที่ตัดสินให้ทีโอทีชนะคดีทรูในครั้งนี้น่าจะใช้เป็นบรรทัดฐานเดียวกันกับกรณีทีโอทียื่นฟ้องทีทีแอนด์ทีมูลค่า 23,000 ล้าน บาท ซึ่งยังอยู่ระหว่างการพิจารณาไต่สวนของศาลปกครอง
          นายอุตตม สาวนายน รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับทีโอทีที่ชนะคดีค่าเชื่อมโยงโครงข่ายโทรคมนาคมดังกล่าว เพราะถือว่าคดียุติลงแล้ว แต่ได้กำชับไปยังคณะกรรมการ (บอร์ด) และ ผู้บริหารทีโอทีให้เตรียมความพร้อมในคดีและข้อพิพาทอื่นๆที่มีอยู่ ทั้งในการพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการและศาลปกครอง ขณะเดียวกันต้องดำเนินการปรับโครงสร้างองค์กรให้สอดรับกับนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิตอล และไทยแลนด์ 4.0 ด้วย เพราะหากไม่ปรับอาจตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลงของโลก ขณะเดียวกันบอร์ดและผู้บริหารทีโอทีต้องทำความเข้าใจกับพนักงานอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับมติคณะกรรมการกำกับนโยบายรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้ทีโอทีมีรายได้อย่างยั่งยืนต่อไป
          “ดีใจกับทีโอทีด้วย แต่ก็อย่าเพิ่งดีใจมาก เพราะมีอีกหลายคดีที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการและศาล ฉะนั้นทั้งบอร์ด ผู้บริหาร และพนักงาน ต้องเตรียมความพร้อมเพื่อต่อสู้ในชั้นศาลให้ถึงที่สุด เพราะหากคดีใดที่แพ้ อาจเกิดอาการช็อกได้ เพราะมูลค่าคดีสูงมาก ขณะเดียวกัน ต้องปรับตัวและพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิตอลด้วย”.