"อินทัช" ซุ่มเฟ้น "ฟินเทค"ลุ้น 4 โปรเจ็กต์ร่วมทุนเสริมแกร่งธุรกิจ

เพิ่งนั่งเก้าอี้ซีอีโอกลุ่มอินทัชครบ 9 เดือนไปหมาด ๆ แต่ในระหว่างนี้ บิ๊กอินทัช "ฟิลิป เชียง ชอง" กำลังเร่งปิดดีลร่วมลงทุนในธุรกิจใหม่ ๆ อย่างขมีขมัน ซึ่งก็ไม่ใช่อื่นไกล แต่เป็นธุรกิจที่กำลังอยู่ในกระแสฮอตฮิตอย่าง "ฟินเทค" เนื่องจากมองว่าเป็นจังหวะเวลาที่เหมาะสม จากการผลักดันของภาครัฐในหลายส่วน ทั้งนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล, การขับเคลื่อนประเทศไทย 4.0, การวางระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ (National e-Payment) หรือการเริ่มต้นมีบริการอย่างพร้อมเพย์ เป็นต้น ซึ่งจะเป็นตัวกระตุ้นความสนใจของผู้บริโภค และทำให้ตลาดมีความพร้อมมากขึ้นเรื่อย ๆ
          โดย "อินทัช" กำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการที่จะเข้าไปลงทุนใน 4 โครงการด้วยกัน แต่จะเน้นไปที่บริการด้านการชำระเงิน (เพย์เมนต์) และกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (อีวอลเลต) คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งรูปแบบการลงทุนน่าจะเป็นในลักษณะการร่วมทุนกับบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญในบริการการเงิน เพราะกลุ่มอินทัชมีความชำนาญด้านเทคโนโลยีอยู่แล้ว โดยวงเงินที่จะเข้าไปลงทุนในแต่ละโครงการจะอยู่ที่ 500-1,000 ล้านบาท
          "เรื่องเงิน เราไม่มีปัญหาอยู่แล้ว มีทั้งกระแสเงินสดในมือ 1,700 ล้านบาท และมีความสามารถในการหาเงินเพิ่มได้อีกมาก ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับสเกลธุรกิจที่จะเข้าไปลงทุนมากกว่าว่าเท่าไรจะเหมาะสม"
          อย่างไรก็ตาม การรุกเข้าสู่ธุรกิจ "ฟินเทค" ของ "อินทัช" ไม่ได้มองแค่การนำบริการเดิมที่ธนาคารมีอยู่แล้วทั้งหมดไปอยู่บนโทรศัพท์มือถือเท่านั้น แต่มองว่าต้องเป็นนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่มีรูปแบบในการใช้งานที่เปลี่ยนไป และทำให้ผู้บริโภคได้รับความสะดวกเพิ่มมากขึ้น เพื่อสร้างความแตกต่างไปจากธนาคารและคู่แข่งรายอื่น
          "ผมเองก่อนมาอินทัช ก็มีประสบการณ์ในธุรกิจการเงินมานานกว่า 20 ปี จึงเข้าใจ และคุ้นกับเรื่องฟินเทคดี ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ใช่เรื่องใหม่ มีมานานแล้ว เพียงแต่ไม่ได้เรียกว่าฟินเทค ทั้งธุรกิจการเงินเป็นธุรกิจเก่าแก่ที่มีมาเป็นพันปีแล้ว ในแง่ความต้องการของลูกค้าไม่ได้เปลี่ยนไป มีแต่รูปแบบในการใช้งานเท่านั้นที่เปลี่ยน"
          ซีอีโอ "อินทัช" ย้ำด้วยว่า การสร้างการเติบโตโดยเข้าไปลงทุนในธุรกิจใหม่ อย่างฟินเทค และการลงทุนในธุรกิจ สตาร์ตอัพในโครงการอินเวนต์ เป็น 1 ใน 3 พันธกิจที่ได้ประกาศไว้ตอนรับตำแหน่งซีอีโอเมื่อต้นปี อีก 2 เรื่อง คือ การดูแลธุรกิจในเครือ เช่น เอไอเอสและไทยคม ให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง และทำให้ ภาพลักษณ์องค์กรมีความเป็นมืออาชีพที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง