พัฒนาเศรษฐกิจด้วยฟินเทค

 กรณ์ จาติกวณิช ประธานชมรมฟินเทคแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ประเทศไทยไม่อาจปฏิเสธการเกิดขึ้นของการนำเทคโนโลยีมาใช้กับบริการทางการเงิน (ฟินเทค) การตั้งชมรมขึ้นมาเพื่อขับเคลื่อนฟินเทคให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทย โดยมีเป้าหมาย 4 ข้อ คือ 1.ลดต้นทุนการทำธุรกรรมทางการเงิน 2.ให้คนไทยเข้าถึงบริการทางการเงินมากขึ้น 3.ส่งเสริมการแข่งขันในระบบการเงินให้มีความโปร่งใสและประชาชนได้ประโยชน์มากขึ้น และ 4.ส่งเสริมผู้ประกอบการทางการเงินของไทยได้ใช้ข้อมูลที่อยู่มหาศาล หรือ Big Data ให้เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ แข่งขันได้ในตลาดในประเทศและต่างประเทศ
          "Big Data ในไทยไม่ค่อยได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์และพัฒนาธุรกิจและเศรษฐกิจในประเทศได้ เพราะคนไทยใช้การสื่อสาร การช็อปปิ้ง การค้นหาข้อมูลบนเครือข่ายของผู้ประกอบต่างประเทศ ทั้งไลน์ กูเกิล เฟซบุ๊ก ช็อปปิ้งในอาลีบาบา ชำระเงินผ่านยูเนี่ยนเพย์ เพย์พาล วีซ่า ข้อมูลพฤติกรรมการบริโภค ไลฟ์สไตล์ การชำระเงินอยู่ในมือของต่างชาติทั้งหมด" กรณ์ กล่าว
          นอกจากนี้ แทนที่รัฐบาลจะได้ประโยชน์จากการเก็บภาษี ก็ไม่สามารถเรียกเก็บภาษีได้ เพราะผู้ให้บริการเครือข่ายเหล่านี้อยู่ในต่างประเทศ ต้องส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยใช้ข้อมูลของคนไทยด้วยกันเอง
          ปัจจุบันผู้กำกับดูแลของไทยมีนโยบายที่เปิดโอกาสและส่งเสริมผู้ประกอบการไทย ทั้งกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ต่างเปิดกว้างรับเทคโนโลยีด้านการเงินใหม่ๆ และมีแนวคิดส่งเสริมด้วยการให้ทดลองการให้บริการก่อนเพื่อดูจุดเหมาะสม ก่อนจะนำมาให้บริการทั่วไป
          อย่างไรก็ตาม ในส่วนของรัฐบาลชมรม อยากให้มีการสนับสนุนกลุ่มสตาร์ทอัพ หรือสตาร์ทอัพฟินเทคมากขึ้น เช่น หากเป็นสตาร์ทอัพที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรที่เอกชนตั้งขึ้น รัฐก็ควรให้เงินสนับสนุนด้วย เพราะถือว่าเอกชนได้คัดกรองมาแล้วว่าเป็นผู้ประกอบการที่บริการมีประโยชน์ เพราะระบบปัจจุบันที่ให้หน่วยงานรัฐคัดกรอง มักจะล่าช้า
          นิลฑิตา เลิศเรืองศุภกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท รีฟินน์ อินเตอร์เนชั่นแนล ดอทคอม กล่าวว่า สิ่งที่อยากให้รัฐสนับสนุนฟินเทค คือให้รัฐใส่เงินให้ถูกที่อย่างในสิงคโปร์ ถ้าใครคิดโปรแกรมที่ได้ประโยชน์ในการเข้าถึง และต้องลงทุน รัฐบาลจะช่วยอุดหนุนเลย 50% ของเงินลงทุน แต่บริการนั้นๆ รัฐต้องเข้าถึงและติดตามผลงานได้ตลอด ฟินเทคที่มีคุณภาพของไทยก็น่าจะได้รับการสนับสนุนให้ตรงจุดแบบเดียวกันได้
          สำหรับบริการของรีฟินน์เกิดปัญหาที่ว่าการจะทำให้คนมั่งคั่งขึ้นได้ต้องทำให้ฝั่งหนี้สินลดลงด้วย เพราะคนส่วนใหญ่ยังมีหนี้สิน โดยเฉพาะหนี้จากการซื้อบ้าน เช่น กู้บ้านราคา 2 ล้านบาท ถ้าผ่อน 30 ปี ต้องจ่ายดอกเบี้ยประมาณ 3 ล้านบาท รวมแล้ว 5 ล้านบาท เพราะไม่รู้จักการรีไฟแนนซ์ ที่จะช่วยให้ดอกเบี้ยลดลงเหลือ 2 ล้านบาท หรือประหยัดไป 1 ล้านบาท ดอกเบี้ยบ้านจึงเป็นภาระที่สูง แต่หากสามารถรีไฟแนนซ์ได้ชีวิตน่าจะดีขึ้น เพราะมีเงินเหลือจากค่าดอกเบี้ยที่ลดลง
          อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันคนซื้อบ้านรีไฟแนนซ์เงินกู้น้อย เพราะขั้นตอนอาจจะยุ่งยากและเลือกไม่ถูกว่าโปรโมชั่นไหนที่ให้ประโยชน์เหมาะสมกับตัวเองและได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยที่ดีที่สุด เพราะปัจจุบันธนาคาร 15 แห่ง มีโปรโมชั่นสินเชื่อบ้านถึง 84 แบบ เฉลี่ยแบงก์ละ 5 แบบ ทำให้คนเลือกไม่ถูก และมัก เลือกไปที่ 3 แบงก์ใหญ่ และนำอัตราดอกเบี้ยหรือ โปรโมชั่นมาเรียงแล้วเดาว่าโปรโมชั่นไหนจะดีสุด ทั้งที่มันเดาไม่ได้เลย เพราะเป็นสูตรทางการเงิน สำคัญกว่านั้นคือโปรโมชั่นดอกเบี้ยถูกที่สุดใน 84 แบบนั้น เหมาะสำหรับผ่อน 30 ปี แต่ถ้าผ่อน 20 ปีจะเป็นอีกโปรโปมชั่นหนึ่ง หรือถ้าผ่อนแบบมีประกันก็จะเป็นอีกโปรโมชั่นหนึ่ง หรือการรีไฟแนนซ์ต่อเนื่องก็จะเป็นอีกอันหนึ่ง เป็นต้น ไม่เหมือนกัน
          สิ่งที่บริษัท รีฟินน์ ทำคือจะเข้าไปช่วยหยิบโปรที่ดีที่สุดให้คุณ โดยมีสูตรคำนวณให้ ผู้ต้องการรีไฟแนนซ์ เพียงกรอกข้อมูลหนี้คงเหลือ ระยะเวลาคงเหลือในการผ่อน หลังจากนั้นโปรแกรมจะคำนวณออกมาว่าโปรโมชั่นที่คุณผ่อนอยู่ เสียดอกเบี้ยทั้งหมดเท่าไร และระบบจะเลือกโปรโมชั่นที่ดีที่สุดให้จาก 84 แบบให้ว่า แบบใดดีที่สุด ช่วยประหยัดดอกเบี้ยเท่าไหร่ รวมทั้งจัดแผนการในการชำระหนี้บ้านให้ได้ตามความต้องการของแต่ละคนด้วย
          ชลเดช เขมะรัตนา ประธานเจ้าหน้าที่บริการ บริษัท ฟินเทคไทยแลนด์ ที่ใช้ประสบการณ์ที่อยู่ในวงการตลาดทุนมานาน ผ่านการซื้อขาย Algo Trading หรือ Robot Trading และออกมาเปิดบริษัทฟินเทคด้านการเป็นที่ปรึกษาการซื้อขายหลักทรัพย์ กล่าวว่า ปัจจุบันนักลงทุนในตลาดหุ้นมีประมาณ 7 แสนคน จากประชากรทั้งหมด 70 ล้านคน คิดเป็นประมาณ 1% ของประชากรเท่านั้น ขณะที่นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้คุยกับพนักงานมาร์เก็ตติ้งหรือโบรกเกอร์ ทำให้ไม่สนใจการลงทุนในตลาดหุ้นและมองตลาดหุ้นเป็นแหล่งการพนัน ประเทศไทยจึงกลายเป็นประเทศแรกๆ ที่คนแก่แล้วแต่ไม่รวย
          บริษัทจึงนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวช่วยในการลงทุน เป็นตัวช่วยโบรกเกอร์ในการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการเทรด สิ่งที่ฟินเทคไทยแลนด์ทาคือการสร้างเว็บและใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในเรื่องการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ เป็นตัวช่วยโบรกเกอร์ในการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่สตาร์ทอัพคิดค้นขึ้น มาช่วยโบรกเกอร์ในการเทรด วัตถุประสงค์เพื่อสร้างภาพการลงทุนในตลาดหุ้นให้ดีขึ้น
          ปัจจุบันโบรกเกอร์เดิมอาจจะมีสวิชชิ่งคอร์ส ที่สูงหรือไม่กล้าทำ หรือติดเกณฑ์การกำกับอะไรบางอย่าง ซึ่งบริษัทจะทำหน้าที่ในการเป็นที่ปรึกษาให้โบรกเกอร์คุยกับผู้กำกับดูแลและแนะนำทุกอย่าง ซึ่งจะช่วยให้โบรกเกอร์สามารถหาลูกค้าในวงกว้างขึ้น จากเดิมคนที่ลงกองทุนส่วนบุคคล (ไพรเวทฟันด์) ถ้าเขามีพอร์ตวงเงิน 10 ล้านบาท เขาอาจจะต้องมีสินทรัพย์สูงถึง 50 ล้านบาท แต่ถ้าเอา ฟินเทคมาจับโบรกเกอร์ก็สามารถที่จะมีลูกค้าที่มีขนาดของพอร์ตที่จะลงทุนจาก 1 ล้านบาท หรือ 5 แสนบาทได้โดยปัจจุบัน บริษัทยังทำธุรกิจแบบธุรกิจต่อธุรกิจ หรือบีทูบีอยู่ แต่ขณะเดียวกันในระยะ ต่อไปอาจพัฒนาโปรแกรมฟินเทคช่วยนักลงทุนรายย่อยด้วย
          อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยนั้นมีข้อมูลมหาศาล หรือ Big Data ที่ควรเปิดโอกาสให้คนไทยเข้าถึงได้ ไม่ใช่ให้ต่างชาติเข้าถึงได้เท่านั้น และข้อมูลเหล่านั้นถูกบริษัทในต่างประเทศนำไปใช้ประโยชน์ เช่น อาลีบาบาที่ข้อมูลผู้ซื้อขายสินค้าทั่วโลกหรือเฟซบุ๊ก ที่มีข้อมูลพฤติกรรมของคนไทยสามารถนำไปทำประโยชน์ โดยไม่ส่งเสริม ผู้ประกอบการไทยมากนัก
          ธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์
          ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอแท็กซ์ (iTax) กล่าวว่า แนวคิดการเกิด ของบริษัท เกิดจากการต้องการให้ระชาชนทุกคนเข้าถึงบริการที่ปรึกษาด้านภาษีส่วนตัวได้ ซึ่งแต่เดิมการบริการด้านภาษีเป็นบริการที่คนส่วนมากไม่สามารถเข้าถึงบริการได้ มีแต่คนที่มีฐานะดีหรือมีเงินเท่านั้นที่เข้าถึงบริการนี้ บวกกับส่วนหนึ่งค่าที่
          ปรึกษาภาษีอาจจะแพง ทำให้คนส่วนใหญ่เข้าไม่ถึง
          เทียบกับสหรัฐประชาชนจะตระหนักถึงเรื่องภาษีมาก เพราะด้านหนึ่งประชาชนสามารถใช้สิทธิประโยชน์ในทางภาษีได้ เช่น เรื่องรถคันแรก หรือการวางแผนไม่ให้มีการเสียภาษีซ้ำซ้อน เป็นต้น ขณะที่รัฐบาลก็สามารถใช้ภาษีเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการดำเนินนโยบายต่างๆ เช่น การเปิดให้นำเงินลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) มาสนับสนุนให้เกิดการออมของประชาชน
          ด้วยเหตุนี้จึงทำให้บริษัทคิดบริการการให้บริการทางภาษีทางฟินเทคขึ้นมา ที่มีทั้งบริการที่ประชาชนทั่วไปสามารถใช้ฟรี ในการปรึกษาด้านภาษี และแบบของบริษัทหรือองค์กรที่จะใช้บริการที่ปรึกษาภาษี โดยบริษัท ไอแท็กซ์ ไม่ได้เก็บเงินจากคนที่จ่ายเงินภาษี แต่จะเก็บเงินจากคนที่ได้รับเงิน ซึ่งมีสองโมเดล คือ บริษัทโฆษณา บริษัทที่ได้ประโยชน์จากที่คนจะลดภาษี เช่น บริษัทประกันชีวิต เพราะรูปแบบเราจะบอกเลยว่าประกันตัวไหนถึงจะดีกับแต่ละคนและได้ประโยชน์จากภาษีสูงสุด
          โดยปัจจุบันบริษัทประกันชีวิตมีการเปิดกว้างมากในการเปรียบเทียบสินค้า หรือแบบประกันชีวิตประเภทเดียวกันที่มีอยู่ในตลาด ซึ่งจะทำให้เห็นว่าบริษัทใดให้ผลประโยชน์อย่างไร ขณะเดียวกันเมื่อเปิดให้มีการเปรียบเทียบขึ้น บริษัทที่มีผลิตภัณฑ์ที่ใกล้เคียงกันก็จะแข่งขัน นำผลที่ได้ไปปรับปรุงผลประโยชน์เพื่อให้ดีขึ้น
          อย่างไรก็ตาม เรื่องภาษีมีความซับซ้อนทำให้ไม่จูงใจให้มีการเข้าสู่ระบบภาษี เห็นได้จากประชากรไทยจำนวน 70 ล้านคน มีประชากรที่มีงานทำ 40 ล้านคน แต่เข้าสู่ระบบภาษีเพียง 10 ล้านคน และที่ต้องเสียภาษีจริงเพียง 3 ล้านคนเท่านั้น ถ้าคนเข้าถึงระบบของไอแท็กซ์ จะทำให้คนเข้าใจระบบภาษีมากขึ้น อยากเข้าระบบภาษีและได้ลดภาษีถือว่าเป็นการทำหน้าที่คนละฝั่งกับภาครัฐ