''ทีโอที''ขอพึ่งพันธมิตรหวังพยุงองค์กรรอด 

กว่า 2 ปีมาแล้ว นับจากเปิดให้หาแนวทาง กำหนดทิศทาง แผนการปรับองค์กรครั้งใหม่ของบมจ.ทีโอที ตามคำสั่งคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) จนกระทั่ง บอร์ดอนุมัติให้ทีโอทีลงนามทางธุรกิจร่วมกับ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) เพื่อพัฒนาธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 2100 เมกะเฮิรตซ์

          ทั้งนี้ คาดว่าจะสร้างรายได้ระยะยาวให้ทีโอทีมากกว่า 1 แสนล้านบาท เฉลี่ยต่อปีมีรายได้ 10,000 ล้านบาท แต่ถึงปัจจุบันยังไม่มีลงนาม

          ยื้อเซ็นพันธมิตรทำองค์กรวิกฤติ

          ล่าสุด สัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดความเคลื่อนไหวชุมนุมของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจทีโอที หลัง คนร. เห็นว่า ทีโอที ยังพลิกฟื้นแผนธุรกิจไม่ได้ จึงปัดฝุ่นแนวคิดการรวม 2 รัฐวิสาหกิจระหว่างทีโอที และบมจ.กสท โทรคมนาคม

          แม้นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร (ไอซีที) จะยืนยันว่า มติคนร.ครั้งที่ 3/2559 เมื่อวันที่ 11 ก.ค. 2559 ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ไม่ได้ต้องการแปรรูป 2 รัฐวิสาหกิจ อย่างทีโอทีและ กสท เพียงเป็นนโยบายตั้งแต่แรกในการนำทรัพยากรของทั้ง 2 บริษัท มาทำงานร่วมกัน

          ไม่ได้ต้องการแยกเป็น 3 บริษัท คือ 1.บริษัทโครงข่ายบรอดแบนด์ภายในประเทศ (NBN CO) 2.บริษัทโครงข่ายระหว่างประเทศ (NGN CO) และ 3.บริษัทศูนย์ข้อมูลอินเทอร์เน็ต (IDC CO) แต่อาจเป็นรูปแบบการตั้งหน่วยธุรกิจขึ้นมา แล้วให้บุคลากรทั้ง 2 บริษัทมาทำงานร่วมกัน เพื่อลดการลงทุนที่ซ้ำซ้อนและอยู่รอดได้

          สหภาพฯ ส่งหนังสือแสดงจุดยืน

          นายอนุชิต ธูปเหลือง รองประธานสหภาพแรงงานฯทีโอที กล่าวว่า สิ่งที่ทีโอทีควรทำคือการเร่งมือเพื่อสร้างรากฐานขององค์กรให้แข็งแรง ทั้งการสร้างรายได้จากธุรกิจใหม่ หรือการร่วมเป็นพันธมิตรกับเอกชนเพื่อให้มีรายได้มีหล่อเลี้ยงองค์กรในระยะยาว แต่ถึงขณะนี้ก็ยังไม่คืบหน้า

          สหภาพฯจึงเรียกร้องให้ฝ่ายบริหารชี้แจงว่าการแยกกลุ่มธุรกิจตาม คนร. จะทำให้ ทีโอทีรอดพ้นจากภาวะขาดทุนได้อย่างไร ในเมื่อรายได้นั้นตกอยู่กับกลุ่มธุรกิจ เพียงไม่กี่แห่ง เช่นโครงสร้างพื้นฐาน เสา โครงข่ายอินเทอร์เน็ตเกตเวย์ซึ่งเป็นพนักงานกลุ่มน้อย แต่พนักงานปฏิบัติการทั้งนครหลวง และภูมิภาคประมาณ 8,000 คน ฝ่ายบริหารจะทำอย่างไร

          2. ฝ่ายบริหารให้ความมั่นใจได้อย่างไรว่าการประสานงานระหว่างแต่ละกลุ่มธุรกิจ จะไม่ล้มเหลวเหมือนอดีต 3. ฝ่ายบริหารให้ข่าวว่าภายใน 3 ปี พนักงานจะเหลือประมาณ 5,000 คน แล้วจะทำอย่างไรกับพนักงานที่หายไป เพราะเงื่อนไขการเกษียณก่อนกำหนดไม่เอื้อให้สมัครใจลาออก

          4. การร่วมทุนกับกสท มีแนวทางอย่างไรที่จะไม่ล้มเหลวเหมือนกิจการร่วมค้าไทยโมบายบนคลื่น 1900 เมกะเฮิรตซ์ เพราะองค์กรของทั้งสองมีวัฒนธรรมที่ต่างกัน

          ดังนั้น การเป็นพันธมิตรกับเอไอเอสจะเป็นแนวทางที่เหมาะสม และเกิดประโยชน์แก่ทีโอที ซึ่งสหภาพฯ ต้องการคำอธิบายว่าเหตุใดจึงล่าช้า

          "เราขอให้ฝ่ายบริหารใช้ความกล้าหาญ ในการแก้ปัญหาเพื่อพาองค์กรให้รอด เช่นการติดตามการโอนทรัพย์สิน 2จีให้เสร็จสิ้น โดยเร็วและเร่งรัดติดตามการตีความของกฤษฎีกา เพื่อจะได้เซ็นสัญญากับพันธมิตร ที่ถูกดึงเรื่องมาเป็นเวลานาน จะได้เดินหน้า เซ็นสัญญาตามเงื่อนไขเพราะจะทำให้ ทีโอทีได้ประโยชน์สูงสุด"

          กังขาเหตุใดเลื่อนเซ็นสัญญา

          แหล่งข่าวจากทีโอที กล่าวว่า หลังบอร์ดทีโอทีกลับมติ และให้ชะลอการ เซ็นสัญญาออกไปแบบกะทันหัน โดยให้เหตุผลว่ารอความชัดเจนเรื่องสัญญา และให้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน ส่งผลให้มติบอร์ดก่อนหน้านี้ที่จะลงนามกับเอไอเอสเป็นอันหมันไปอีกรอบ

          ทั้งๆ ที่สัญญาเป็นแนวทางเดียวกับบมจ.กสท โทรคมนาคมเซ็นให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่บนคลื่นความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์กับบริษัท บีเอฟเคที (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อสร้างรายได้ให้ กสท โดยตลอดระยะของการดำเนินการเพื่อบรรลุข้อตกลงในสัญญาการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจครั้งนี้ ได้ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ ข้อบังคับต่างๆ อย่างรัดกุม และส่งหนังสือสอบถามประเด็นข้อกฎหมายต่างๆ ตามที่สำนักงานอัยการสูงสุดตั้งข้อสังเกตให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

          ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานคณะกรรมการกำกับนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) คณะกรรมการกฤษฎีกา และสำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งต่างมีข้อสรุปไปในทิศทางเดียวกันว่าการลงนามเป็นพันธมิตรทางธุรกิจระหว่างทีโอที และเอไอเอส ไม่ขัดต่อข้อกฎหมายใดๆ แต่สุดท้ายก็ยังไม่ได้ลงนาม