เจาะลูกค้านิคมอุตสาหกรร"ดับบลิวเอชเอ"ลุยธุรกิจดิจิทัล

เท 1.3 พันล้านจุดพลุธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์
          "ดับบลิวเอชเอ" เปิดเกมลุยหนักกลุ่มธุรกิจดิจิทัล ทุ่มงบลงทุน 1,300 ล้าน ประเดิมบริการดาต้าเซ็นเตอร์ เฟสแรก 3 แห่งเจาะฐานลูกค้านิคมอุตสาหกรรม ตั้งเป้าสิ้นปี 2560 ปั้นรายได้ไม่น้อยกว่า 700 ล้านบาท
          นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บมจ.ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า เริ่มพร้อมที่จะรุกหนักธุรกิจดิจิทัล ภายใต้การดูแลของกลุ่มธุรกิจใหม่ "กลุ่มธุรกิจดิจิทัล" บริษัท ดับบลิว เอชเอ อินโฟนิท โฮลดิ้ง จำกัด
          ในแผนจะประเดิมด้วยธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ โดยใช้งบประมาณการลงทุน 1,300 ล้านบาท สร้างดาต้าเซ็นเตอร์ 3 แห่ง ที่ถนนวิภาวดีรังสิต พื้นที่ประมาณ 400 ตรม. พร้อมให้บริการเดือนพ.ย. 2559 บางนา-ตราด พื้นที่ 4,500 ตรม. ภายในเดือนธ.ค.2559
          ขณะที่แห่งที่ 3 ในนิคมอุตสาหกรรมเหมราชอีสเทิร์นซีบอร์ด จังหวัดระยอง พื้นที่ประมาณ 5,000 ตร.ม. พร้อมเปิดให้บริการภายในไตรมาสแรกปี 2561 ความคืบหน้าทั้งสถานที่และแบบแล้วเสร็จเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงลงมือก่อสร้างเท่านั้น การลงทุนดังกล่าวครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีและการสื่อสาร พร้อมด้วยดิจิทัลแพลตฟอร์มที่จะเข้ามาช่วยเสริมศักยภาพการบริการของทั้ง 4 สายธุรกิจในเครือ อนาคตหากทำได้ดีเป็นไปได้ ที่การบริการดิจิทัลที่เสริมเข้ามานี้จะช่วย ผลักดันให้ธุรกิจอื่นๆ เติบโตได้เพิ่มขึ้น 20-30% แนวทางการทำตลาดเฟสแรกจะเข้าไปหาลูกค้าเอง กลุ่มเป้าหมายหลัก มุ่งเจาะฐานลูกค้าเดิมภายในนิคมอุตสาหกรรมที่มีอยู่กว่า 1,000 ราย เช่นธุรกิจโลจิสติกส์ ยานยนต์ สินค้าอุปโภคบริโภค ปิโตรเคมี เหล็กและโลหะ วัสดุก่อสร้าง เฮลธ์แคร์ รวมถึงภายนอกที่สนใจทั้งไทยและข้ามชาติ หนึ่งในคู่ค้าหลักที่จะร่วมมือกันบริการคือเอ็นทีทีจากญี่ปุ่น
          อย่างไรก็ดี ในภาพรวมของกลุ่มธุรกิจดิจิทัล บริการของบริษัทจะครบวงจรครอบคลุมทั้งอินฟราสตรักเจอร์ ดาต้าโซลูชั่น ดาต้าเซ็นเตอร์ คลาวด์ บิ๊กดาต้า ระบบบริหารจัดการหลังบ้าน เอสไอ อีคอมเมิร์ซ หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ รวมถึงดิจิทัลแพลตฟอร์มต่างๆ ที่ช่วยสนับสนุนงาน ลูกค้า
          นอกจากนี้ ยังมีโซลูชั่น อาทิเช่น โครงข่ายใยแก้วนำแสงเอฟทีทีเอ็กซ์ คลาวด์แพลตฟอร์ม ให้เช่าอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ บริการดูแลระบบไอที ระบบกล้องวงจรปิดบนคลาวด์ คอลล์เซ็นเตอร์ อีเมล ซิเคียวริตี้ การจัดเก็บและสำรองข้อมูล ฯลฯ
          หลังจากนี้ ยังมีแผนลงทุนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์อีก 2 แห่งภายในนิคมอุตสาหกรรมเหมราชฯ หากธุรกิจไปได้ดี เป็นที่ต้องการของตลาดก็พร้อมลงทุนต่อ บริษัทหวังเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปประเทศด้วยโมเดล ไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล พร้อมสนับสนุนให้ประเทศไทยกลายเป็นดิจิทัลฮับ ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
          "ไม่ว่าเข้าไปที่ธุรกิจใด เรามักเตรียมความพร้อมและตั้งใจลุยเต็มที่ อนาคตคือดิจิทัลอีโคโนมี เราจึงมุ่งสร้างการเติบโตด้วยการสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ๆ ไม่ใช่มีเพียงธุรกิจเดิมๆ ส่วนของดิจิทัลนี้เราเห็นเทรนด์ และเริ่มให้ความสำคัญมา 3-4 ปีแล้ว ด้านการทำงานไม่ได้มุ่งไปแข่งขันกับใคร แต่พร้อมร่วมมือกับผู้เล่นรายอื่นๆ ในฐานะคู่ค้า พร้อมเติบโตไปด้วยกัน"
          บริษัทตั้งเป้าไว้ว่า ภายในปี 2560 จะทำให้รายได้ที่มาจากธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ มีไม่น้อยกว่า 700 ล้านบาท ตั้งเป้าไว้ด้วย ว่าอีก 2 ปีจะนำบริษัท ดับบลิวเอชเอ อินโฟนิท โฮลดิ้ง เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
          ปัจจุบัน ธุรกิจดับบลิวเอชเอกรุ๊ปแบ่งเป็น 4 กลุ่มหลัก ประกอบด้วย พัฒนาโลจิสติกส์ นิคมอุตสาหกรรม สาธารณูปโภคและไฟฟ้า และธุรกิจดิจิทัลดังกล่าว ตั้งเป้าผลประกอบการ รวม 2559 ไว้ 1.7 หมื่นล้านบาท
          ฐานลูกค้าแกร่งหนุนสำเร็จ
          นายไกรทส องค์ชัยศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินโฟนิท โฮลดิ้ง จำกัด เสริมว่า จุดต่างของบริษัทมีข้อได้เปรียบจากความเชี่ยวชาญด้านการจัดการพลังงาน โครงข่าย รวมถึงระบบบริหารจัดการหลังบ้านที่ตรงกับความต้องการลูกค้านิคมอุตสาหกรรม
          ความสำเร็จของธุรกิจจะมาจาก ความแข็งแกร่งของฐานลูกค้าที่มี ความพร้อมของทีม รวมถึงโซลูชั่นที่จะเข้าไปช่วยตอบโจทย์ธุรกิจลูกค้า ที่สำคัญด้วยโมเดลการทำตลาดที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าลงทุนได้ตามการใช้งานจริงยิ่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น ประหยัดงบการลงทุน
          นอกจากนั้น เมื่อไม่ต้องกังวลกับเรื่องไอทีที่อาจไม่เชี่ยวชาญจะสามารถหันไปโฟกัสกับธุรกิจหลักได้ดีขึ้น ทั้งลูกค้าไม่ต้องกังวลกับปัญหาน้ำท่วม เนื่องจากก่อนลงทุนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์บริษัทได้เตรียมแผน สำรวจพื้นที่มาแล้วอย่างดี
          อย่างไรก็ตาม มีคาดการณ์ไว้ว่าภาพรวมตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ประเทศไทยปีนี้จะขยายตัวได้ไม่น้อยกว่า 12% เพียงไตรมาสแรกโตไปแล้ว  23% ปัจจัยบวกมาจากการผลักดันนโยบายดิจิทัลอีโคโนมีรัฐบาล การมาของฟินเทค อีกทางหนึ่งต่างชาติเริ่มมองหาที่ตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่นอกเหนือไปจากสิงคโปร์ และมาเลเซีย
          "ไทยมีความได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์ สถานที่ และความพร้อมของโครงข่าย ผมเองเชื่อว่าตลาดนี้มีช่องว่างให้เติบโตได้อีกมาก"