ไม่แข่งยิ่งแพ้ในยุค Big Data

วันหยุดยาว คุณณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ นักศึกษาปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ นักวิจัยประจำสถาบันความเปลี่ยนแปลงของโลก ลูกชาย ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ได้ส่งข้อมูลการเสวนาเรื่อง “Big Data @ Life ชีวิตผูกติดข้อมูล สู่อนาคตประเทศไทย 4.0” มาให้อ่าน ผมอ่านแล้วก็อดไม่ได้ต้องนำมาแชร์กันตรงนี้ เมื่อ หนุ่มณภัทร ฟันธงว่า ประเทศไทยจะก้าวไปสู่ 4.0ไม่ได้ ถ้าเราไม่มีข้อมูล
          วันนี้รัฐบาลประกาศ นโยบายประเทศไทย 4.0 จะดึงคนไทย 1.0 2.0 ขึ้นไปสู่ 3.0 เพื่อไป 4.0 แต่ การลงประชามติรัฐธรรมนูญ กลับให้คนร่างชี้แจงข้อมูลได้ฝ่ายเดียว ไม่เปิดกว้างให้อภิปรายกันอย่างเสรี ผ่านไม่ผ่านอนาคตจะเป็นอย่างไร ประชาชนก็ไม่รู้
          การมี “ข้อมูล” เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ว่าการค้าหรือการพัฒนาประเทศ มีข้อมูลในปี 2012 ระบุว่า มนุษย์มีการผลิตข้อมูลออกมาถึงวันละ 2.5 quintillionไบท์ หรือ 2 ตามด้วยเลข 0 จำนวน 18 ตัว อ่านว่า 2.5 ล้านล้านล้านไบท์ มาถึงวันนี้ในยุคข้อมูลโซเชียลมีเดียเฟื่องฟู ไม่รู้จะมีข้อมูลใหม่เพิ่มขึ้นวันละกี่ล้านล้านล้านไบท์
          ข้อมูลเหล่านี้แหละคือ “บิ๊กดาต้า” ที่ รัฐบาลไทย ประกาศจะให้มีขึ้นเพื่อรองรับ เศรษฐกิจดิจิทัล แต่ทุกวันนี้ “ข้อมูลราชการไทยทุกอย่าง” ก็ยังถือเป็น “ความลับ” เลยไม่รู้ว่า “บิ๊กดาต้า” จะเกิดขึ้นในประเทศไทยได้อย่างไร
          คำถามในเวทีเสวนาวันนั้นก็คือ เราจะใช้ประโยชน์จากบิ๊กดาต้าในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ศักยภาพของประเทศ และการอยู่ร่วมกันของคนในสังคมได้อย่างไร
          ณภัทร มองว่า การใช้ประโยชน์จากบิ๊กดาต้า จะเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขัน (Competitive Advantage) ของทุกชีวิตในสังคม ไม่ใช่กับบริษัทไฮเทคเท่านั้น พูดง่ายๆคือ ชีวิตเราจะผูกติดกับข้อมูล ไม่ใช่ แค่ทำให้เราสะดวกขึ้นเท่านั้น แต่เราจะขาดมันไม่ได้ ในการเอาตัวรอดในเศรษฐกิจสมัยใหม่
          ณภัทร ได้เน้นให้เห็นถึง การใช้ประโยชน์บิ๊กดาต้าด้านสังคม ซึ่งมีความสำคัญสูง ถ้าใช้ประโยชน์บิ๊กดาต้าในเชิงสังคมไม่ได้ ธุรกิจก็จะไปไม่ได้ คนเราก็จะมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบไม่ได้ Competitive Advantage ทางสังคม ไม่ได้แข่งในเชิงทำกำไร แต่แข่งกันในเชิงที่ว่า ทำอย่างไรสังคมถึงจะมีสวัสดิการสูงสุด ทำอย่างไรประชาชนจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด
          ในอนาคต ณภัทร มองว่า จะมี 2 สิ่งเกิดขึ้น
          1) เศรษฐกิจในโลกจะแข่งขันด้วยคุณภาพคนมากขึ้น เทคโนโลยีจะเข้ามาทดแทนงานเก่าๆที่ไม่ต้องใช้ทักษะอะไรมากมาย งานที่เหลือจะเป็นงานที่ต้อง ใช้ทักษะสูง ใช้ความสามารถสูง ใช้ความคิดสร้างสรรค์สูง เพราะฉะนั้นสิ่งแรกจะนำไปสู่สิ่งที่ 2) คนที่มีคุณภาพจะเนื้อหอม สามารถย้ายถิ่นฐานได้ง่ายขึ้น เพราะฉะนั้น เมืองที่ฉลาด สังคมที่ฉลาด มองการณ์ไกล เขาจะใช้สองตัวนี้ จะทำอย่างไรให้คุณภาพคนของเขาดีที่สุด และจะทำอย่างไรให้สังคมของเขาน่าอยู่ เพื่อดึงดูดคนที่มีคุณภาพเหล่านี้ให้เข้าไปอยู่
          จริงๆ แล้วไม่ต้องรอถึงอนาคตก็ได้ ทุกวันนี้เขาก็ทำอยู่แล้ว เช่นเพื่อนบ้านเรา สิงคโปร์ เขาไปไกลแล้ว พร้อมกับเตือนว่า “ปัญหาในรุ่นผม เกิดภาวะสมองไหลเยอะภาวะรถติดอย่างนี้ มลพิษอย่างนี้ ไปที่ประเทศอื่น เช่น สิงคโปร์ ไปทุกประเทศที่คุณภาพดีกว่า แม้จะไม่ดีทุกด้าน หลายด้านมันดี ผมว่าอันตรายมาก คือคนไหลไปหมดเหมือนองค์กร แต่นี่ระดับประเทศ องค์กรก็ต้องการคนเก่งอยู่กับองค์กร ประเทศก็ต้องการคนเก่งอยู่กับเรา ไม่ใช่ไหลไปหมด”
          ณภัทร ได้ยกตัวอย่างการใช้ บิ๊กดาต้า ในการ พัฒนาเทศบาล ว่า จะไปหวังให้ประชาชนมีคุณภาพอย่างเดียวไม่ได้ ต้องทำให้ชีวิตเขาดีด้วย รถต้องไม่ติดขนาดที่ผ่านมาวันก่อนติด 2 ชั่วโมง แบบนี้มันไม่ไหว เขาได้ยกตัวอย่าง นิวยอร์ก ที่มีบิ๊กดาต้าถนนทุกตรอกซอยในนิวยอร์ก ซ่อมถนนรถต้องไม่ติด ลอสแอนเจลิส มีข้อมูลเรื่อง ความสะอาดของถนนทุกเส้น เทียบกับ กทม. แล้ว ไม่มีอะไรดีสักอย่าง รถติด น้ำท่วม ถนนสกปรก ขยะเต็มเมือง
          แค่ ถนนในกรุงเทพฯ ก็ไม่รู้จะไปถึง 2.0 3.0 ได้เมื่อไหร่ จะดัน ประเทศไทยไปสู่ 4.0 ผมเห็นด้วยกับ ว่าที่ ดร.ณภัทร ว่า อาจจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ถ้าไม่มีการพัฒนาข้อมูล Big Data ที่เปิดเผย เพื่อให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างเปิดเผย.