"ฟิทช์"มองลบต่อDTACธุรกิจเผชิญความเสี่ยง

 ธุรกิจเผชิญความเสี่ยง
          ฟิทช์มีมุมมองเชิงลบต่อ DTAC ชี้จ่อเผชิญความท้าทายชิงมาร์เก็ตแชร์กลับ-รักษากำไรไม่ให้ลด หลังตลาดธุรกิจมือถือแข่งขันดุ โดน “AIS-TRUE” รุกหนักขยายตลาดไม่หยุด พร้อมย้ำเสี่ยงกดดันต่ออันดับเครดิตในอนาคต 1-2 ปีข้างหน้า
          รายงานจากฟิทช์ เรทติ้งส์ เปิดเผยว่า บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ DTAC (BBB/AA (tha)/Stable) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหญ่อันดับที่สองของประเทศไทยตามรายได้จากการให้บริการ จะเผชิญกับความท้าทายในการชิงส่วนแบ่งทางการตลาด (มาร์เก็ตแชร์) กลับมาและรักษากำไรไม่ให้ปรับตัวลดลง และความท้าทายนี้จะเพิ่มแรงกดดันต่ออันดับเครดิตของบริษัทในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า
          โดยคาดรายได้จากการให้บริการของ DTAC จะปรับตัวลดลง 1.5-2% ในปี 2559 (ปี 2558 ปรับตัวลดลง 3%) เนื่องจากบริษัทน่าจะยังคงสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาด เนื่องจากการแข่งขันในธุรกิจให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทยยังคงมีความรุนแรง
          อีกทั้งรายได้จากการให้บริการของDTAC ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 9 ไตรมาสติดต่อกันจนถึงสิ้นไตรมาสที่ 2/59 ขณะที่ส่วนแบ่งทางการตลาดตามรายได้จากการให้บริการ (ไม่รวมรายได้จากค่าเชื่อมโยงเครือข่าย) ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 27.5% ในไตรมาสที่ 1/59 ส่วนงวดปี 2558 อยู่ที่ 29.7% และปี 2557 อยู่ที่ระดับ 28.6%
          ฟิทช์ ระบุอีกว่า สถานะทางการตลาดของ DTAC ไม่น่าจะปรับตัวดีขึ้นมากนักในปี 2559 เนื่องจากสภาพการดำเนินธุรกิจที่ยังคงมีการแข่งขันที่รุนแรง และคู่แข่งของ DTAC น่าจะยังคงใช้กลยุทธ์ในการแข่งขันที่รุนแรงในการเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด
          โดยฟิทช์คาดบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS (BBB+/AA+(tha)/Stable) ต้องการเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดให้กลับไปอยู่ที่ระดับเดิมที่ประมาณ 52% หลังจากส่วนแบ่งทางการตลาดของบริษัทลดลงมาอยู่ที่ระดับ 50% ในไตรมาสที่ 4/58 และไตรมาสที่ 1/59
          นอกจากนี้ ยังได้ประเมินธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ของบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TrueMobile ซึ่งเป็นผู้ให้บริการอันดับที่สามของประเทศจะยังคงแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาดเพื่อที่จะเป็นผู้ให้บริการรายใหญ่อันดับที่สองของประเทศไทย
          อย่างไรก็ตาม สถานะทางการตลาดของ DTAC ที่อ่อนแอลงไม่น่าจะส่งผลกระทบต่ออันดับเครดิตของบริษัทในขณะนี้ เนื่องจากบริษัทยังคงมีความสามารถในการรองรับรายได้ที่ปรับตัวลดลงและกระแสเงินสดสุทธิที่ติดลบในระยะสั้น เนื่องจากสถานะทางการเงินปัจจุบันของบริษัทยังคงมีความแข็งแกร่ง
          อีกทั้งบริษัทยังได้เปลี่ยนแปลงนโยบายการจ่ายเงินปันผลตั้งแต่ปี 2559 เป็นจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่ต่ำกว่า 50% ของกำไรสุทธิ จากไม่ต่ำกว่า 80% ซึ่งก่อนหน้านี้ฟิทช์คาดว่าอัตราส่วนหนี้สินที่ปรับปรุงแล้วต่อกระแสเงินสดจากการดำเนินงานก่อนการเปลี่ยนแปลงเงินทุนหมุนเวียน (Funds flow from operations–adjusted net leverage) ของ DTAC ที่ 1.8 เท่า ณ สิ้นไตรมาสที่ 2/59 ยังคงสอดคล้องกับอันดับเครดิตปัจจุบันของบริษัทอยู่ และฟิทช์คาดอัตราส่วนดังกล่าวจะอยู่ที่ 2.2 เท่า ณ สิ้นปี 2559
          โดยเชื่อว่าคู่แข่งของ DTAC มีความได้เปรียบจากคลื่นความถี่ที่มีอยู่ โดยเฉพาะหลังจากที่ DTAC ไม่สามารถประมูลคลื่นความถี่ใหม่ได้ในปี 2558 และปี 2559 ซึ่งคลื่นความถี่ที่บริษัทมีอยู่ในปัจจุบันจำนวน 35 MHz นั้นอยู่ภายใต้สัญญาสัมปทาน ซึ่งมีระยะเวลาเหลือสำหรับใช้งานที่สั้นและจะหมดอายุในปี 2561 แม้ว่าบริษัทจะมีคลื่นความถี่รวมทั้งหมดถึง 50 MHz (AIS มีคลื่นความถี่รวมทั้งหมด 40 MHz และ TrueMobile มีอยู่ 55 MHz)
          ขณะที่คลื่น 2.1 GHz จำนวน 15 MHz ซึ่งอยู่ภายใต้ระบบใบอนุญาตนั้น ไม่น่าจะเพียงพอในการรองรับการเติบโตของการใช้งานและการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีใหม่ในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า ดังนั้น DTAC ต้องบริหารจัดการการลงทุนและการใช้งานเครือข่ายระหว่างระบบใบอนุญาตและระบบสัมปทาน โดยพิจารณาค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากรายได้จากการให้บริการบนเครือข่ายระบบสัมปทานมีค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายให้ภาครัฐรายปีสูงกว่าระบบใบอนุญาต
          ส่วนการเติบโตของรายได้จากการบริการที่ไม่ใช่เสียง (Non-voice revenue) ซึ่งน่าจะอยู่ที่ระดับ 10-15% ไม่น่าจะเพียงพอชดเชยรายได้จากบริการด้านเสียง (Voice revenue) ที่คาดว่าจะลดลง 15-20% ในปี 2559 และฟิทช์ยังประเมินกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา ค่าตัดจำหน่าย และค่าเช่า (EBITDAR: Earnings Before Income Tax, Depreciation, Amortization and Rent) ของ DTAC จะปรับตัวลดลง 6% มาอยู่ที่ 2.53 หมื่นล้านบาท เนื่องจากรายได้ที่ลดลงและค่าใช้จ่ายด้านการตลาดที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการให้ส่วนลดค่าเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่