ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีคณะกรรมการกำกับนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ได้มีมติรับทราบการปรับโครงสร้างบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือแคท เทเลคอม และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) โดยให้จัดตั้งบริษัทร่วมทุนระหว่างทีโอทีและ กสท. ออกเป็น 3 บริษัทคือ บริษัท โครงข่ายบรอดแบนด์ภายในประเทศ จำกัด, บริษัท โครงข่ายระหว่างประเทศ จำกัดและบริษัท ศูนย์ข้อมูลอินเตอร์เน็ต จำกัด ได้เกิดกระแสวิพากษ์–
          วิจารณ์และคัดค้านจากพนักงานทีโอทีและ กสท. ทำให้นายอุตตม สาวนายน รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) สั่งให้ฝ่ายบริหารของทั้งสองหน่วยงานไปสื่อสารทำความเข้าใจกับพนักงานด้วย
          นายสุรพันธ์ เมฆนาวิน กรรมการและรักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่แคท กล่าวว่า ขณะนี้เป็นเพียงขั้นตอนการจ้างที่ปรึกษาเท่านั้น ซึ่งต้องรอเวลาอีก 3 เดือน ถึงจะมีรูปแบบที่ชัดเจนว่า แต่ละองค์กรจะถือหุ้นในสัดส่วนเท่าใด จำนวนพนักงานแต่ละบริษัทจะเป็นจำนวนเท่าใด การประเมินมูลค่าทรัพย์สินจะเป็นเท่าใด หลังจากนั้นอีก 6 เดือน จึงจะจัดตั้งบริษัท แล้วโอนทรัพย์สินให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี นับจากวันที่ คนร.มีมติ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจน
          ด้านนายสังวรณ์ พุ่มเทียน ประธานสหภาพแคท กล่าวว่า ผู้บริหารและพนักงานส่วนใหญ่ ไม่เห็นด้วยกับมติ คนร. เนื่องจากไม่มีความชัดเจน และการแยกเป็นบริษัทลูกที่ยังคงถือหุ้น
          โดยรัฐ 100% ไม่ได้มีความแตกต่างจากการเป็นแคทในทุกวันนี้ เนื่องจากแคทถูกแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนมาหลายปีแล้ว
          แต่ยังคงปฏิบัติตามกฎระเบียบรัฐวิสาหกิจอย่างเคร่งครัด และต้องให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติด้วย หากรัฐบาลต้องการให้แคทแข่งขันสู้กับเอกชนได้ ก็ขอปลดปล่อยกฎระเบียบที่เป็นพันธการไว้ด้วย
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบรายได้ของทีโอทีและแคทในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ทั้งสององค์กรมีรายได้ลดลงอย่าง ต่อเนื่อง โดยแคทในปี 56 แคทมีกำไร 7,238 ล้านบาท ปี 57 มีกำไร 3,639 ล้านบาท ปี 58 มีกำไร 3,580 ล้านบาท ขณะที่ทีโอที ปี 56 มีกำไร 4,413 ล้านบาท ปี 57 มีกำไร 1,947 ล้านบาท ปี 58 ขาดทุน 5,686 ล้านบาท.