ซูเปอร์บอร์ดจี้ลงทุนขนาดใหญ่เกาะติดแก้ปัญหา 7 รัฐวิสาหกิจ

 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือ "ซูเปอร์บอร์ด" เปิดเผยผลการประชุมคนร. ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้นำโครงการทางพิเศษสายพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก มูลค่าโครงการรวม 31,137 ล้านบาท ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เข้าร่วมในโครงการความโปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐ (CoST) เพื่อเปิดเผยข้อมูลตามแนวทางของ CoST ให้สาธารณชนสามารถตรวจสอบได้ และเป็นการเสริมสร้างความโปร่งใสในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของภาครัฐ เนื่องจากเป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศและมีผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง
          โดย คนร. ได้มีการพิจารณาโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐวิสาหกิจ และมีมติเห็นชอบดำเนินโครงการก่อสร้างสายเคเบิลใต้น้ำไปยังเกาะสมุย วงเงินลงทุนโครงการจำนวน 2,130 ล้านบาท และเกาะเต่า วงเงินลงทุนโครงการจำนวน 1,776 ล้านบาท จังหวัดสุราษฎร์ธานีของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เพื่อให้ กฟภ. สามารถขยายระบบจำหน่ายไฟฟ้าซึ่งเป็นบริการขั้นพื้นฐานให้กับประชาชนในพื้นที่เกาะสมุยและเกาะเต่าได้อย่างเพียงพอและมั่นคง และมอบหมายให้ กฟภ. ดำเนินการตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัดต่อไปด้วย
          และ คนร. ยังมีมติเห็นชอบการขยายกรอบวงเงินลงทุน โครงการพัฒนาท่าอากาศยานภูเก็ตของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือทอท. เป็นจำนวน 8,861 ล้านบาท โดยเพิ่มเติมจากเดิมที่ได้รับอนุมัติไว้ 3,069 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการชดเชยผลกระทบด้านเสียงที่เกิดจากการดำเนินโครงการ และเยียวยาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนผู้อาศัยโดยรอบ และให้ทอท. พิจารณาลำดับความเร่งด่วนตามความเดือดร้อน และนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีต่อไป
          รวมทั้งเห็นชอบในหลักการให้การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) ดำเนินโครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงอ่อน ช่วงบางซื่อ-พญาไท-มักกะสัน-หัวหมาก และสายสีแดงเข้ม ช่วงบางซื่อ-หัวลำโพง ภายใต้กรอบวงเงินลงทุน 44,157.76 ล้านบาท และให้รฟท. บริหารทรัพย์สินโดยเฉพาะการพัฒนาพื้นที่ตามแนวเขตทางรถไฟและย่านสถานีให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งหน่วยงานเจ้าของโครงการจะนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบโครงการดังกล่าวต่อไป
          สำหรับการแก้ปัญหารัฐวิสาหกิจทั้ง 7 แห่ง ที่ประชุมคนร. ได้รับทราบความคืบหน้าในการดำเนินการตามมติ คนร. และตามแผนการแก้ไขปัญหาของรัฐวิสาหกิจทั้ง 7 แห่ง ประกอบด้วย บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่มีผลการดำเนินงานความคืบหน้าเป็นไปตามแผนที่กำหนด โดยให้บมจ. การบินไทย เร่งเพิ่มรายได้ค่าโดยสารโดยการปรับปรุงระบบการขายและจัดจำหน่ายผ่านเว็บไซต์ และลดค่า ใช้จ่ายที่ไม่รวมน้ำมันเชื้อเพลิง และให้คงรักษาคุณภาพการให้บริการและความปลอดภัย ให้การบินไทย เป็นผู้นำในการทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านการบินของภูมิภาคร่วมกับสายการบินอื่นๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
          ส่วนธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือเอสเอ็มอีแบงก์ ถือว่ามีความคืบหน้าค่อนข้างมาก โดยให้เอสเอ็มอีแบงก์พยายามลดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ให้เป็นไปตามเป้าที่วางไว้ที่ 18,000 ล้านบาทภายในปีนี้
          ที่ประชุมคนร.ยังรับทราบความคืบหน้าการดำเนินการยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2526 ในการให้ใบอนุญาตในการเดินรถแก่องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) จากกรมการขนส่งทางบก ซึ่งการยกเลิกดังกล่าว จะเป็นการปฏิรูประบบการขนส่งมวลชนในส่วนของรถโดยสารสาธารณะทั้งระบบ โดยการปรับปรุงเส้นทางการเดินรถให้มีประสิทธิภาพ และปรับบทบาทให้กรมการขนส่งทางบกเป็นผู้กำกับดูแล (Regulator) และ ขสมก. เป็นเพียงผู้ให้บริการเดินรถ (Operator) รายหนึ่งเพื่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม
          โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมเร่งนำเสนอแผนงานและนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ต่อไป
          และที่ประชุมยังรับทราบแนวทางการจัดหารถโดยสารจำนวน 3,183 คัน ของ ขสมก. และให้กระทรวงคมนาคมเร่งนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาทบทวนแผนการจัดหารถโดยสารต่อไป
          นอกจากนี้ยังมอบหมายให้คณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ และกระทรวงคมนาคมร่วมจัดทำหลักเกณฑ์ในการพิจารณารูปแบบการบริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง ของ รฟท. ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน และแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อกำกับติดตามการพัฒนาที่ดิน Non-core ของ รฟท. ทั้งระบบ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยเฉพาะการใช้ประโยชน์ตามแนวข้างทางเส้นทางรถไฟทางคู่ และสถานีรถไฟ และให้มีการนำเสนอ คนร.พิจารณาภายใน 3 เดือน
          คนร. ยังได้รับทราบการปรับโครงสร้างของบมจ.ทีโอทีและ บมจ.กสท โทรคมนาคม โดยการจัดตั้งบริษัทลูก 3 บริษัท เพื่อบริหารจัดการทรัพย์สินของ ทีโอที และ กสทฯ ได้แก่ บริษัทโครงข่าย บรอดแบนด์ภายในประเทศ (NBN CO) บริษัทโครงข่ายระหว่างประเทศ (NGN CO) และบริษัทศูนย์ข้อมูลอินเตอร์เน็ต (IDC CO) โดยให้กระทรวงไอซีทีกำกับให้ ทีโอทีและกสทฯ จัดทำรายละเอียดของแผนการดำเนินกิจการของทั้ง 3 บริษัท และดำเนินการสื่อสารทำความเข้าใจกับพนักงานของ ทีโอที และ กสทฯ ต่อไป
          สำหรับแนวทางการปรับโครงสร้างทางการเงินของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย เพื่อเตรียมความพร้อมในการหาพันธมิตรทางธุรกิจ โดยให้กระทรวงการคลังเร่งนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
          ขณะที่ความคืบหน้าการจัดทำร่างพ.ร.บ.การพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ ที่ประชุมคนร. มอบหมายให้กระทรวงการคลังเร่งนำเสนอการปรับปรุงร่างพ.ร.บ. ตามข้อสังเกตของหน่วยงานต่างๆ เช่น การปรับปรุงวาระการดำรงตำแหน่งและกระบวนการสรรหากรรมการบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติที่โปร่งใส และการกำหนดตัวชี้วัดเชิงประสิทธิภาพให้กับบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีภายในเดือนกรกฎาคมนี้ และนำเสนอต่อที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ  (สนช.) ในช่วงไตรมาสที่ 4 และคาดว่าจะเห็นกฏหมายฉบับนี้ได้ในช่วงสิ้นปี 2559