ดึงนวัตกรรมต่อยอดธุรกิจ "ดีแทค" กับบทบาทพี่เลี้ยง "สตาร์ตอัพ"

นาทีนี้อาจกล่าวได้ว่าถนนทุกสายกำลังมุ่งสู่ธุรกิจ "สตาร์ตอัพ" อย่างมีนัยสำคัญ โดยมีแรงผลักดันสำคัญจากรัฐบาลทั้งด้วยนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลกับการสนับสนุนในด้านต่าง ๆ ทั้งเงินทุนและการปรับแก้กฎระเบียบ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ยุค 4.0 ทำให้ภาคเอกชนเริ่มตื่นตัว ทั้งในแง่ความสนใจในการเข้ามาลงทุน และการให้ทุนสนับสนุนในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อนำมาต่อยอดธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นบรรดาสถาบันการเงินต่าง ๆ รวมถึงผู้ให้บริการโทรคมนาคมทั้งหลายที่เริ่มมาก่อนใคร ซึ่ง "ดีแทค" เป็นหนึ่งในนั้น
          "สมโภชน์ จันทร์สมบูรณ์" ผู้อำนวยการ ฝ่ายนวัตกรรมธุรกิจ และดีแทค แอคเซอเลอเรท บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) เปิดเผยว่า บริษัทได้ลงทุนในบริษัทสตาร์ตอัพแล้ว 22 ราย เฉลี่ยรายละ 1-1.5 ล้านบาท แลกกับการถือหุ้นไม่เกิน 10% ปัจจุบันทั้ง 22 รายมีมูลค่าธุรกิจรวมกัน 1,200 ล้านบาท มีการเติบโต 500% ต่อปี แต่ที่สำคัญกว่าทุกรายยังสามารถระดมทุนต่อไปได้ 70% ถือเป็นตัวเลขที่มากกว่าค่าเฉลี่ย เพราะตามข้อมูลทั่วโลกระบุว่า สตาร์ตอัพ 80% ไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อได้ และ 10% อยู่ไปแบบไม่เติบโต
          "สตาร์ตอัพคือการนำเทคโนโลยีมา ยกระดับธุรกิจดั้งเดิม แต่ต้องทำธุรกิจให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด, ขยายไปในสเกลขนาดใหญ่ได้ และสามารถทำซ้ำในพื้นที่ที่ต่างกัน เหมือนไลน์, อูเบอร์ และแกร็บ ที่โตเร็ว และก๊อบปี้โมเดลธุรกิจไปให้บริการที่ไหนก็ได้ ตอนนี้สตาร์ตอัพในประเทศไทยมีกว่า 2,000 ราย เพิ่มขึ้นจาก 4 ปีก่อนที่มีเพียงหลักหน่วย ประกอบกับเริ่มมีวีซี (Venture capital) เข้ามาลงทุนเยอะขึ้น ไทยจึงเริ่มเข้าสู่ยุคซิลิคอนวัลเลย์เดย์วัน หรือการมีโคเวิร์กกิ้งสเปซ, มีทีมคุณภาพ, มีรัฐเข้ามาสนับสนุน และมีวีซี ชั้นนำระดับโลก ที่สำคัญอินคิวเบเตอร์ตอนนี้ก็มี 5-6 ราย ทุกรายมีเมนทอร์ที่มีความรู้ขั้นสูงไว้ทั้งนั้น"
          สำหรับ "ดีแทค" เป็นอินคิวเบเตอร์อันดับ 1 ของประเทศไทย และอันดับ 3 ของภูมิภาคอาเซียน โดยมีการลงทุน และช่วยเหลือสตาร์ตอัพให้มีคุณภาพมากขึ้น ประกอบกับการมีเทเลนอร์ บริษัทแม่ที่ให้บริการในหลายประเทศ จึงสามารถยก สตาร์ตอัพในประเทศไทยไปให้บริการในพื้นที่อื่น ๆ ได้เช่นกัน ซึ่งบริษัทตั้งเป้าไว้ว่าจะขึ้นเป็นอินคิวเบเตอร์อันดับ 2 ของอาเซียนภายใน 2 ปี ล่าสุดได้คัดเลือก สตาร์ตอัพเข้าโครงการดีแทค แอคเซอเลอเรทเพิ่มขึ้นอีก 11 ราย เพื่อลงทุนให้เติบโต ส่วนภาพรวมมูลค่าการลงทุนสตาร์ตอัพในประเทศไทยอยู่ที่ 33 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2558 และปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 40 ล้านเหรียญสหรัฐ
          และในทางกลับกัน เรื่องฟองสบู่ในวงการสตาร์ตอัพจะเกิดขึ้นต่อเมื่อสตาร์ตอัพเกิดการโอเวอร์แวลู หรือมูลค่าเกินความจริง ซึ่งเกิดขึ้นในซิลิคอนวัลเลย์, อินเดีย และประเทศจีนแล้ว แต่ในอาเซียนกว่าจะมาถึง ต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง เพราะอยู่ในช่วงเริ่มต้น ดังนั้นเพื่อลดความเสี่ยง นักลงทุนจึงเริ่มย้ายเงินลงทุนมาที่อาเซียน และสตาร์ตอัพในอาเซียนก็ได้รับประโยชน์จากการลงทุนครั้งนี้ทั้งหมด แต่ทุกรายต้องสร้างคุณค่าให้ธุรกิจตนเองก่อนในเบื้องต้น ซึ่งทีมที่บริษัทคัดเลือกมา 11 ทีมใหม่ ต่างมี นักลงทุนเข้ามาสนับสนุนแล้วทุกราย
          "เจษฎา สุขทิศ" ผู้ร่วมก่อตั้ง "ฟินโนมีน่า"(FINNOMENA) เว็บไซต์ด้านการลงทุน กล่าวว่า แพลตฟอร์มฟินโนมีน่าคือศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญการลงทุน 35 คน เพื่อให้ คำปรึกษากับนักลงทุนรายย่อยที่ยัง ไม่มีความรู้ในเรื่องนี้ เพราะปัจจุบันปัญหาประชาชนไม่มีเงินใช้หลังเกษียณในประเทศไทยมีจำนวนมาก ขณะที่มีบัญชีธนาคารในประเทศไทยทั้งหมด 87 ล้านบัญชี แต่มีบัญชีที่เริ่มลงทุนในรูปแบบ ต่าง ๆ เพียง 5.5 ล้านบัญชี และบางส่วน ที่มีการลงทุนก็มีความผิดพลาดทำให้เหลือเงินหลังเกษียณเพียง 1.3 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงตนเอง และส่งบุตรเรียนหนังสือ
          "ตอนนี้ฟินโนมีน่ามีเว็บไซต์เพื่อให้ความรู้ ด้านการลงทุนในรูปแบบต่าง ๆ และระบบวิเคราะห์การลงทุนชื่อ nter ที่ผู้ใช้สามารถใส่เป้าหมาย และระบบจะคำนวณรูปแบบการลงทุนที่ถูกต้องออกมาให้ ถ้าผู้ใช้ งานสนใจลงทุน ระบบก็จะลิงก์ไปที่การซื้อกองทุนกับบริษัทหลักทรัพย์ต่าง ๆ ทันที ซึ่งในปีนี้ตั้งเป้าทำให้ 1 หมื่นครอบครัวเกษียณได้อย่างมีประสิทธิภาพ และปีถัดไปเพิ่มเป็น 1 แสน หลังจากนั้นก็จะถึงเป้า 1 ล้านที่ตั้งไว้สูงสุด โดยบริการทั้งหมดให้ใช้ฟรี ซึ่งรายได้ของเราจะมาจากการหักค่าธรรมเนียมการลงทุนจากบริษัท หลักทรัพย์ต่าง ๆ"
          หลังจากได้เข้าร่วมโครงการดีแทค แอคเซอเลอเรท ทำให้ได้รับการสนับสนุนในหลากหลายแง่มุม ประกอบกับช่วยให้แพลตฟอร์มมีการลงทุนจริงกว่า 15 ล้านดอลลาร์ โดยมีกลุ่มอายุ 30-45 ปีเข้ามาลงทุนเป็นหลัก เกือบทั้งหมดอยู่ในกรุงเทพฯ แต่หลังจากนี้จะเข้าไปประชาสัมพันธ์ใน หัวเมืองใหญ่ และใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ก เช่นเฟซบุ๊ก และไลน์ ในการติดต่อสื่อสารกับ ผู้ใช้งาน ปัจจุบันมีผู้สมัครใช้งานเว็บไซต์ราว 3 ล้านไอพี และมีผู้ใช้งานทุกวันประมาณ 20,000 ไอพี
          ด้าน "เอกคณิต จันทร์สว่าง" ผู้ก่อตั้ง อีเวนต์พาส แพลตฟอร์มบริหารจัดการ อีเวนต์ หนึ่งในทีมของโครงการดีแทค แอคเซอเลอเรท เปิดเผยว่า ปัจจุบันสื่อต่าง ๆ เริ่มอยู่นอกบ้านมากขึ้น เพราะผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต ทำให้ผู้จัดงานอีเวนต์ต่าง ๆ ต้องปรับตัว จึงเป็นโอกาสที่กลุ่ม "อีเวนต์เทค" เริ่มเกิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์ผู้จัดงานอีเวนต์ ต่าง ๆ ผ่านการรับผิดชอบงานภายในอีเวนต์ ตั้งแต่ต้นจนจบ หรือการประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคเข้ามาร่วมชมงาน ลงทะเบียนข้อมูลผู้เข้าร่วม และบูทต่าง ๆ ภายในงาน จนประเมินผลเกี่ยวกับงานนี้
          "อีเวนต์พาสจะทำการแมตชิ่งอีเวนต์กับผู้ใช้ให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ และโลเกชั่น มีแนวคิดเรื่องคลาวด์เข้ามาใช้งานช่วยให้บูทกับผู้เข้าชมเจอกันง่ายขึ้น ใช้เวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมองเรื่องอีโค่ซิสเต็มตั้งแต่เล็ก กลาง ใหญ่ และประสบการณ์ก่อนหน้านี้ที่เคยบริหารงาน 45 โชว์/ปี มาแล้ว จึงมีประสบการณ์ทำได้ตั้งแต่ พรีเริ่มงาน ระหว่างงาน และประมวลผล ให้ออร์แกไนเซอร์ใช้ฟรี ค่าใช้จ่ายมาจากการที่คนมาออกบูท"
          "อีเวนต์พาส" มีบริการทำคอนเทนต์ดิจิทัล เช่น นามบัตร, โบรชัวร์ และแค็ตตาล็อกรวมถึงมีบิ๊กดาต้าเข้ามาช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูล เช่น การลงทะเบียนก็ถูกเอามาวิเคราะห์ เพื่อหาทิศทางตลาด เนื่องจากกรุงเทพฯอย่างเดียวมีอีเวนต์ 500 ครั้ง/ปี จึงสื่อสารไปที่กลุ่มเป้าหมายลำบาก ปัจจุบันมีคนโหลด 20,000 อยู่ในช่วงเบต้าเทส และมีออร์แกไนเซอร์เซ็นกับเรา 30 แฟร์แล้ว
          "พงษ์ลดา พะเนียงเวทย์" ผู้ก่อตั้ง เฟรชเก็ต แพลตฟอร์มเชื่อมต่อร้านอาหารกับเกษตรกร กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม แต่ยังไม่มีเทคโนโลยีเข้าไปช่วยเกษตรกรให้สร้างรายได้มากขึ้น จึงพัฒนาแพลตฟอร์มนี้ขึ้นมาแก้ไขปัญหา ทำให้สามารถช่วยให้เกษตรกรได้ขายสินค้าให้กับร้านอาหารที่ต้องใช้วัตถุดิบสดได้โดยตรง ซึ่งช่วงแรกจะเน้นไปที่ร้านอาหารรายย่อยที่เน้นคุณภาพวัตถุดิบ
          "เริ่มจากร้านอาหารไซซ์เล็กถึงกลางก่อน และต้องเป็นร้านที่เน้นวัตถุดิบคุณภาพ ส่วนฝั่งเกษตรกรจะเจาะไปที่กลุ่มที่เป็นวันสต็อปเซอร์วิส หรือทำตั้งแต่ปลูกหรือเลี้ยง และสามารถส่งสินค้าได้ด้วยตนเองก่อน เพราะกลุ่มนี้มีความรู้เรื่องเทคโนโลยี ต่างจากเกษตรกรทั่วไป ซึ่งเป็นปัญหาที่ยังแก้ไขลำบากในประเทศไทย แต่ถ้าเราสามารถก้าวข้ามเรื่องนี้ไปได้ ก็จะร่วมกับ หน่วยงานต่าง ๆ เพื่อเข้าไปช่วยการันตี ผลผลิตผ่านมาตรฐานต่าง ๆ เพื่อให้ สินค้าของเกษตรกรสามารถส่งออกไปต่างประเทศผ่านแพลตฟอร์มของบริษัทได้เช่นกัน"
          อย่างไรก็ตาม เกษตรกร และร้านอาหารใช้แพลตฟอร์มนี้ได้ฟรี"เฟลชเก็ต"มีรายได้จากค่าธรรมเนียมการสั่งสินค้าในแต่ละครั้ง ปัจจุบันมีเกษตรกรแบบวันสต็อปเซอร์วิสร่วมใช้แพลตฟอร์มแล้ว 30 ราย ส่วนร้านอาหารอยู่ระหว่างติดต่อ จะหาพาร์ตเนอร์ในการช่วยทำตลาด เช่น แพลตฟอร์มวงใน ที่รวบรวมร้านอาหารไว้จำนวนมาก หากขยายตลาดได้จะหาพาร์ตเนอร์ด้านขนส่ง เพื่อช่วยเหลือเกษตรรายย่อยที่ไม่มีระบบขนส่งขยายตลาดได้ง่ายขึ้น