"บิ๊กดาต้า"สร้างเมืองน่าอยู่

บัญญัติ คำนูณวัฒน์
          การก้าวสู่โลกโมบายคัลเจอร์  ทำให้ทุกคนสามารถสร้างข้อมูล แชร์ข้อมูล และค้นหากันง่ายมากขึ้น ใครจะคิดว่าทุกวินาทีจะมีเรื่องราวต่างๆ ที่ส่งผ่านโลกโซเชียลมีเดียมหาศาล มีทั้งการอัพเดทข้อมูลในชีวิตประจำวัน มีการส่งอีเมล มีการซื้อขายสินค้าออนไลน์ ทำให้สถิติบิ๊กดาต้าเติบโตอย่างรวดเร็ว
          และบิ๊กดาต้าก็ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคมโลกและสังคมไทยอย่างน่าสนใจ เพราะบริษัทเล็กใหญ่ต่างใช้ประโยชน์จากข้อมูลเหล่านี้เพื่อการตลาดและการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคแบบตรงเป้า
          บิ๊กดาต้า คืออะไร การ์ทเนอร์ ได้ให้ความหมายของบิ๊กดาต้าไว้ว่าเป็นคลังข้อมูลที่ประกอบด้วย 3 V คือ high-volume หรือปริมาณของข้อมูลที่มากมายมหาศาลจนไม่สามารถเก็บรวบรวมในฐานข้อมูลรูปแบบเดิมๆ ได้, high-velocity ข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และ high-variety ข้อมูลที่มีความหลากหลายทางโครงสร้าง
          วันนี้ชีวิตของเราทุกคนผูกติดกับข้อมูลแบบไม่รู้ตัว  อยากกินอาหารอร่อยก็เสิร์ชหาข้อมูล ดังนั้นต้องยอมรับว่าบิ๊กดาต้ามีประโยชน์มากถ้าเรารู้จักใช้  ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปนั่งฟังคนรุ่นใหม่ อย่าง ณภัทร  จาตุศรีพิทักษ์ ทายาทกูรูด้านเศรษฐกิจ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี  ที่มาแชร์ข้อมูลการใช้บิ๊กดาต้าในต่างประเทศให้ฟังผ่านเวทีเสวนา "Big Data @ Life:  ชีวิตผูกติดข้อมูล สู่อนาคตประเทศไทย 4.0" ซึ่งจัดโดยสำนักข่าวไทยพับลิก้า ทำให้เห็นว่า วันนี้ในต่างประเทศเขาใช้บิ๊กดาต้ากันไปไกลกว่าประเทศไทยมาก  เพราะหากเรารู้จักใช้จะเป็นประโยชน์ช่วยสร้างความได้เปรียบให้แก่ทุกชีวิตในสังคม
          เพราะข้อมูลไม่ได้ทำให้ชีวิตเราสะดวกสบายขึ้นเท่านั้น แต่ข้อมูลยังทำให้เราเอาตัวรอดในโลกยุคใหม่ได้
          หลายตัวอย่างที่ ณภัทร หยิบมาเล่าให้ฟังน่าสนใจมากแม้จะเป็นการใช้ข้อมูลแบบพื้นๆ ที่ภาษาวัยรุ่นเรียกว่า เบๆ แต่ก็สร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่สังคมอย่างน่าทึ่ง เช่น ลอสแองเจลิส นอกจากเขาจะเก็บข้อมูลว่าถนนแต่ละเส้นมีความสะอาดแค่ไหนแล้วยังเก็บข้อมูลต่ออีกว่าถนนเส้นไหนไม่สะอาดเพราะอะไร ทำให้เขาสามารถบริหารทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์ที่สุด
          หรืออีกเรื่องหนึ่งที่ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจะปิดหูปิดตาไม่รับรู้ไม่ได้ นั่นคือ ตัวเลขจากรายงานของ World Economic Forum ปีนี้ ที่ระบุว่าอีกไม่ถึง 20 ปี 72% ของงานทั้งหมดในประเทศไทยจะมีโอกาสถูกทดแทนด้วยสมองกล นั่นเท่ากับว่างานที่ปัจจุบันมีอยู่ 10 งาน จะหายไป 7 งาน ในอนาคตอันใกล้เศรษฐกิจโลกจะแข่งด้วยคุณภาพของคนมากขึ้น เทคโนโลยีจะเข้ามาทดแทนงานเก่าๆ ที่ไม่ต้องใช้ทักษะอะไรมากมาย ซึ่งวันนี้เพื่อนบ้านเราอย่างสิงคโปร์ก้าวไปไกลแล้ว  มีการนำบิ๊กดาต้าและจีไอเอส มาผนวกเข้าด้วยกันเพื่อวางแผนว่าจะทำอย่างไรให้เมืองของเขาติดอันดับเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลกจะเห็นว่าวันนี้ต่างประเทศไปไกลมากในเรื่องของการใช้ประโยชน์จากบิ๊กดาต้า
          การก้าวไปสู่ยุค 4.0 ของประเทศไทย เรื่องของบิ๊กดาต้าจึงน่าจะเป็นอีกโจทย์ที่สำคัญในการใช้ประโยขน์เพื่อวิเคราะห์วางยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจและสังคม สิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้แก่ประเทศในเวทีโลก