สปท.ดันมาตรการภาษี ปูทางปฏิรูปสื่อออนไลน์

 ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
          สปท.ดันมาตรการภาษีปฏิรูปสื่อออนไลน์
          มาตรการภาษีปูทางปฏิรูปสื่อออนไลน์
          ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มีมติเสียงข้างมาก 152 ต่อ 2 คะแนนเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการสื่อสารมวลชน สปท. เรื่อง "ผลการศึกษาและข้อเสนอแนะการปฏิรูปด้านช่องทางการประสานงานกับผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ ที่อยู่ในประเทศและต่างประเทศ" ซึ่ง สปท.จะส่งรายงานไปให้กับคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป โดยมีสาระสำคัญดังนี้
          1.ปัญหาการประสานขอความร่วมมือกับผู้ ให้บริการอินเทอร์เน็ตและผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ในประเทศ โดยเฉพาะประเภทโซเชียลมีเดีย อาทิ พันทิพย์ดอทคอม สนุกดอทคอม กระปุกดอทคอม และเด็กดีดอทคอม เป็นต้น ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ในกรณีที่ขอให้ระงับการเผยแพร่เนื้อหาที่กระทำความผิดกฎหมายและกรณีพาดพิงสถาบันหลักของชาติ แต่ในส่วนที่เป็นเนื้อหาในเชิงวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองนั้นต้องใช้อำนาจศาลในการระงับการเผยแพร่
          ส่วนผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ต่างประเทศ เป็นปัญหาหลักที่นำมาสู่การขับเคลื่อนการปฏิรูป ผู้ให้บริการสื่อออนไลน์เหล่านี้เน้นเรื่องการทำการตลาดและด้านธุรกิจเป็นสำคัญ และยังอ้างว่าเนื้อหาและคลิปที่เผยแพร่เป็นเรื่องของผู้ใช้งานโดยไม่เกี่ยวข้องกับผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ จึงไม่ค่อยให้ความร่วมมือในการลบเนื้อหาหรือถอดคลิปออก โดยที่หน่วยงานของไทยไม่สามารถบังคับได้ เนื่องจากผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ต่างประเทศอยู่นอกเขตอำนาจศาลไทย ขณะเดียวกันกลับปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ที่ใช้บริการอย่างเข้มงวด
          ในปัจจุบันผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ต่างประเทศเหล่านี้อย่างน้อย 3 แห่ง ได้แก่ เฟซบุ๊ก ยูทูบ (ในเครือข่ายของบริษัท Google.Inc) และไลน์ ได้เข้ามาขยายตลาดธุรกิจ โดยการตั้งสำนักงานสาขาในไทยเพื่อให้การช่วยเหลือดูแลลูกค้าของสำนักงานใหญ่ โดยอ้างว่าไม่ใช่เข้ามาทำธุรกิจออนไลน์ ในไทย เนื่องจากผู้ใช้บริการในไทยติดต่อซื้อขายและจ่ายเงินโดยตรงกับสำนักงานแห่งอื่น
          การขอข้อมูลของผู้ใช้บริการหรือสมาชิกของสื่อออนไลน์ต่างประเทศ อาทิ ยูทูบหรือในเครือข่ายบริษัท Google บริษัท ไลน์ เพื่อนำไปใช้ในการดำเนินคดีนั้น ไม่สามารถให้ความร่วมมือได้ เนื่องจากข้อมูลส่วนบุคคลเป็นสิ่งที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายรัฐธรรมนูญของแต่ละประเทศ แต่ผู้แทนบริษัท Google เสนอทางออกว่า ควรมีการทำความตกลงระหว่างรัฐต่อรัฐโดยตรง โดยทางการไทยควรประสานกับสถานทูตสหรัฐ ประจาประเทศไทย เพื่อให้เกิดการประชุมเจรจาทำความตกลงกันในเรื่องดังกล่าว
          2.ระบบการระงับการแพร่หลายข้อมูลที่ ไม่เหมาะสมหรือผิดกฎหมาย (ปิดกั้น)
          ขาดระบบบริหารจัดการรายชื่อเว็บไซต์ (URL) ที่ศาลมีคำสั่งให้ระงับการแพร่หลายที่สามารถเรียกใช้งานได้อย่างรวดเร็วและมีการปรับข้อมูลให้ทันสมัยได้อย่างรวดเร็ว ทำให้การตรวจสอบข้อมูลขาดประสิทธิภาพ และขาดระบบสนับสนุนการทำงานที่มีลักษณะการทำงานแบบอัตโนมัติ เนื่องจากระบบที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบันเจ้าหน้าที่ยังใช้ระบบทำงานแบบเดิม จึงทำให้เสียเวลาและไม่ทันต่อการระงับยับยั้งการแพร่ขยายของเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม
          ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดระบบการปิดกั้นเว็บไซต์ที่มีประสิทธิภาพ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารควรจัดทำระบบการระงับการแพร่หลายข้อมูลไม่เหมาะสมหรือผิดกฎหมายที่เป็นศูนย์ข้อมูลกลางเพื่อการบริหารจัดการ ซึ่งเชื่อมโยงให้ทุกหน่วยงานเข้าถึงได้มีการดำเนินการในลักษณะอัตโนมัติ
          3.การขอความร่วมมือผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ต่างประเทศด้วยมาตรการทางภาษี จากการศึกษาของคณะกรรมาธิการฯ เห็นว่า การทำให้ผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ต่างประเทศให้ความร่วมมืออาจต้องอาศัยทั้งอำนาจและอ้างอิงทางกฎหมายอย่าง เช่น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ซึ่งเป็นความผิดในฐานะเป็นตัวการร่วม ในกรณีที่ภาพโฆษณาของผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ต่างประเทศไปปรากฏในคลิปหรือเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมหรือผิดกฎหมาย ซึ่งผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ต่างประเทศมีความวิตกในกรณีนี้มาก โดยหากเห็นว่ามีภาพโฆษณาไปปรากฏในคลิปหรือเนื้อหาดังกล่าว ก็พร้อมจะถอดหรือระงับการเผยแพร่ให้
          ส่วนมาตรการทางภาษีจะเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะทำให้ผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ต่างประเทศหันมาให้ความร่วมมือกับฝ่ายเจ้าหน้าที่มากยิ่งขึ้น เพราะปฏิกิริยาจากหลายประเทศโดยเฉพาะในประชาคมยุโรปที่ต้องการใช้มาตรการทางภาษีกับผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ต่างประเทศ อาทิ Google และ Facebook ได้ส่งผลให้สื่อออนไลน์ต่างประเทศเหล่านี้เริ่มเข้าสู่กรอบอำนาจของกฎหมายของแต่ละประเทศมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการยอมจ่ายภาษีให้ตามกฎหมาย
          โดยควรมีการพิจารณาจัดทำหรือสร้างระบบตรวจสอบข้อมูลการทำธุรกิจออนไลน์ของผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ต่างประเทศ เพื่อให้สามารถตรวจสอบมูลค่าธุรกิจที่แน่ชัด ในการดำเนินการดังกล่าวนี้ จำเป็นจะต้องได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกิจการด้านการเงิน การธนาคาร และผู้ที่เกี่ยวข้องด้วย โดยกระทรวงการคลังควรเข้ามามีบทบาทในการดำเนินการในกรณีนี้
          นอกจากนี้ ควรให้ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดแนวทางให้ธนาคารพาณิชย์หรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการรับชำระเงิน แสดงรายชื่อผู้รับเงินปลายทางในใบเสร็จรับชำระเงินเมื่อผู้ใช้บริการโฆษณาหรือทำธุรกิจกับสื่อออนไลน์ต่างประเทศ เพื่อจะได้ทราบจำนวนเงินการทำธุรกิจออนไลน์ที่แท้จริงได้