แนะใช้ดิจิทัลที่ลูกค้าต้องการ

การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการและนักการตลาดของไทยต้องปรับตัวตามเทคโนโลยีและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างทันท่วงที โดยเฉพาะในยุคดิจิทัล 4.0 ที่กำลังจะเกิดขึ้นกับประเทศไทยในอีก 2-3 ปีนับจากนี้ เนื่องจากรูปแบบการทำงานจะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง จากเดิมการพัฒนาสินค้าเข้ามาทำการตลาด 1 ชิ้น อาจใช้แรงงานมนุษย์ แต่หลังจากก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล 4.0 จะเปลี่ยนการใช้เทคโนโลยีแทนแรงงานมนุษย์  ทำให้การสื่อสารและการทำงานจะเป็นการเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติผ่านเทคโนโลยี Machine 2 Machine (M2M) หรือเป็น Internet of Things (IOT)
          แม้ว่าขณะนี้ประเทศไทยจะยังไม่ก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล 4.0 อย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจากยังมีอีกหลายปัจจัยให้ต้องพัฒนาไม่ว่าจะเป็นในด้านของอินฟราสตรัคเจอร์ ซอฟต์แวร์ บุคลากร หรือสินค้านวัตกรรมใหม่ๆ แต่ก็มีหลายธุรกิจเริ่มเตรียมความพร้อม เพื่อก้าวสู่ยุคดิจิทัล 4.0 เห็นได้จากการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการดำเนินธุรกิจ
          อุไรพร ชลสิริรุ่งสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น บริษัท มายรัม (ประเทศไทย) ผู้ดำเนินธุรกิจดิจิทัลเอเยนซี กล่าวว่า ยุคดิจิทัล 4.0 ถือเป็นยุคที่มีการแข่งขันการทำงานในด้านของระบบอีโคซิสเต็ม ซึ่งหมายถึง ธุรกิจต้องมองหาการสร้างบริการที่ต่อยอดและเข้าถึงความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุด เนื่องจากการแข่งขันจะไม่จำกัดอยู่ในสินค้าหลักขององค์กรอีกต่อไป แต่จะขยายผลไปถึงตัวความต้องการของลูกค้าเป็นสำคัญ นั่นหมายถึงแบรนด์ที่มีลูกค้าอยู่ในมือไม่จำเป็นต้องขายสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่สามารถต่อยอดสินค้าและบริการออกไปได้อีกตามอีโคซิสเต็มของแบรนด์
          ดังนั้น องค์กรจึงต้องมองหาจุดแข็งของแบรนด์ และสร้างหรือคัดสรรนวัตกรรมดิจิทัลที่ช่วยต่อยอดการขายกับลูกค้าให้ได้ เช่น ธุรกิจโทรคมนาคม และธุรกิจค้าปลีกที่ขยายบริการออกไปหรือจับมือกับพันธมิตรเพื่อต่อยอดสินค้าและบริการไปยังลูกค้าที่มีอยู่ในมือ จากบริการโทรศัพท์เป็นบริการข้อมูลและความบันเทิง จนกลายเป็นบริการทางการเงิน ควบรวมถึงคอมเมิร์ซที่ล้อมรอบดิจิทัลไลฟ์สไตล์ของผู้คน
          จากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นดังกล่าว หาก ซีอีโอไทยไม่เร่งปรับตัว เพื่อก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลทรานส์ ฟอร์เมชั่น ด้วยการยกระดับการใช้ดิจิทัล นวัตกรรมใหม่ในการดำเนินธุรกิจและให้บริการลูกค้า เพื่อรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดและสร้างรายได้เพิ่มขึ้น อาจทำให้เสียโอกาสและเกิดความเสียหายกับธุรกิจได้
          สำหรับประเทศไทย ธุรกิจที่คาดว่าจะก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล 4.0 เป็นอันแรกๆ อุไรพร มองว่า น่าจะเป็นธุรกิจที่มีรายรับรายจ่ายสูง เช่น ธุรกิจค้าปลีก สถาบันการเงิน ประกัน และกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิต เป็นต้น
          อุไรพร กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของบริษัท  มายรัมฯ ก็มีการปรับตัวเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเช่นกัน ด้วยการเดินหน้าทำงานตามสโลแกน "Let's make what's next" ควบคู่ไปกับการเปิดบริการใหม่ที่เจาะลึกงานออกแบบที่เน้นการศึกษาพฤติกรรมและการใช้งานของลูกค้าเป็นแกนหลัก ส่วนภาพรวมเศรษฐกิจในปีหน้ามองว่า ยังมีอีกหลายปัจจัยให้ต้องจับตามอง โดยเฉพาะปัจจัยเศรษฐกิจภายนอกประเทศ เนื่องจากขณะนี้มีหลายประเทศที่มีปัญหาด้านภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวมีผลกระทบโดยตรงต่อภาคการท่องเที่ยว แต่หากมีปัจจัยบวกอื่นๆ เข้ามาช่วยให้จีดีพีไทยโตได้ที่ 4-5% ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะไทยมีจีดีพีเติบโตไม่ถึง 4-5% มานานแล้ว
          ขณะที่ สุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอเชีย โฮเต็ล ผู้ดำเนินธุรกิจโรงแรมเอเชีย กล่าวว่า หากจะผลักดันเศรษฐกิจปีหน้าให้โต 4-5% คงต้องพยายามกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศอย่างมาก ซึ่งรวมถึงการท่องเที่ยวในประเทศด้วย เพราะหากไปคาดหวังการลงทุนของภาคเอกชนในประเทศคงยาก นอกจากลงทุนชะลอแล้วบางส่วนก็ยังถอนการลงทุนจากไทยออกไปอีก ส่วนด้านการลงทุนของภาครัฐเชื่อว่าทำเต็มที่แล้ว ขณะที่ปัจจัยบวกอีกข้อที่อาจช่วยให้เศรษฐกิจโตอย่างที่ต้องการคือการส่งออกอาหารทะเลแช่แข็งของไทยที่น่าจะดีขึ้นได้หลังจากที่ไทยได้รับการปรับอันดับค้ามนุษย์จากเทียร์ 3 ขึ้นมาเป็นเทียร์ 2