สัมภาษณ์: ดร.พันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ เบื้องหลังแผนบรอดแบนด์-ฟื้นแคท-ทีโอที

คลุกคลีอยู่ในวงการไอทีมาหลายสิบปีสำหรับ "พันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์" โดยเฉพาะในฐานะเป็นผู้อำนวยการ เนคเทค หรือศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติอยู่เกือบ 10 ปี จนล่าสุดมามีบทบาทอีกครั้งกับตำแหน่ง "ผู้ช่วยรัฐมนตรี" กระทรวงไอซีที โดยได้รับมอบหมายงานที่จะผลักดันดิจิทัล อีโคโนมีโดยเฉพาะ ทั้งโครงการยกระดับบรอดแบนด์ 2 หมื่นล้านบาท  และการช่วยพลิกฟื้น 2 รัฐวิสาหกิจใต้สังกัดอย่าง บมจ.ทีโอที และ บมจ. กสท โทรคมนาคม (แคท) "ประชาชาติธุรกิจ" พาคุยถึงที่มาในการมารับตำแหน่งทางการเมือง และความคืบหน้าของงานในมือขณะนี้
          ตัดสินใจมารับตำแหน่งเพราะ
          เริ่มเข้ามาช่วยทำแผนดิจิทัลอีโคโนมี (ดีอี) ตั้งแต่สมัยรัฐมนตรีไอซีทีคนก่อน (พรชัย รุจิประภา) แต่ยังไม่คืบหน้าเท่าไร พอเปลี่ยน รมต. ทาง รมต.อุตตมก็ ได้เรียกไปคุยว่า ให้มาช่วยหน่อย อยากให้งานต่อเนื่อง ผมก็อยากจะทำให้ดีอีสำเร็จตามแนวคิดที่วางไว้ตั้งแต่ต้น
          กรอบแนวคิดที่วางไว้
          ก็พูดถึงภาพปัญหาที่ไม่เคยทำได้สักที คือให้โครงสร้างทั่วถึง คนเข้าถึงได้ โครงสร้างกฎหมายที่พร้อมรองรับ กับเป้าหมาย 5 ปี คือ ไทยต้องเป็น 1 ในดิจิทัลฮับของภูมิภาคที่จะเป็นแม่เหล็กในการดึงดูดให้ดิจิทัลเป็นพื้นฐานของเศรษฐกิจในประเทศ สอดคล้องกับแนวทางที่ต้องการให้ดิจิทัลเป็นหนึ่งในธุรกิจที่เป็น New S curve ของประเทศ หาแฟลกชิปตัวใหม่
          จึงเริ่มผลักดันให้มีโครงการนำร่อง 3,750 ล้านบาท ผลักดันให้เกิดการประมูลคลื่น ซึ่งก็ได้นำเงินส่วนหนึ่งมายกระดับโครงข่ายบรอดแบนด์ 2 หมื่นล้านบาท เพราะทุกคนเห็นตรงกันว่าต้องมีโครงข่ายให้ครอบคลุม ค่าบริการมีราคาถูก การกำกับดูแลตามมาตรฐานสากล
          ที่ผ่านมาด้วยรัฐบาลอยู่ไม่นาน จึงมีความไม่ต่อเนื่อง รวมถึงมีปัญหาการใช้เงินไปสร้างโปรเจ็กต์ที่บางครั้งก็ไม่ถูกต้อง แต่ครั้งนี้รัฐบาลชัดเจนในเรื่องนี้ การประมูลคลื่นที่ได้เงินมาเยอะ จึงอยากนำมายกระดับ โครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม
          รัฐบาลอื่นไม่มีพาวเวอร์พอจะขับเคลื่อน
          อาจมีมากพอแต่คนที่ดูไอซีที เปลี่ยนเร็วเกินไป การใช้เงินมีความไม่มั่นคงแน่นอน ตอนนี้ทุกอย่างปักหลักพร้อมเดิน แล้วที่ผ่านมาความใกล้ชิดระหว่างเอกชน กสทช. กระทรวง ห่างเหินกัน แต่ตอนนี้ทุกคนมองไปที่สิ่งเดียวกัน และมีเม็ดเงินมากพอจะนำมาใช้ในส่วนนี้ แต่เราจะต้องใช้อย่างฉลาด ต้องใช้โอกาสนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงให้ได้
          ความคืบหน้าบรอดแบนด์หมู่บ้าน
          ขั้นตอนของระเบียบพัสดุของโครงการบรอดแบนด์หมู่บ้าน ส่งออกจากกระทรวงไปที่ทีโอทีแล้ว กำลังจะเริ่มกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและเร่งไปแล้วว่าต้องให้เสร็จภายในอีก 3 สัปดาห์ เพื่อให้เริ่มลงพื้นที่และส่งมอบได้ตามแผนที่วางไว้ คือปีแรกภายใน มิ.ย. 2560 ต้องได้ราว 1.6 หมื่นหมู่บ้าน แล้วสิ้นปี 2560 7 หมื่นหมู่บ้านในไทยทั้งหมดจะเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ตัวงบประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาทจะเริ่มทยอยลงในปีนี้
          รัฐที่ต้องปูพรม เพื่อให้ทุกคนมีโอกาส เท่าเทียมกัน และภายใน 3-5 ปีความเจริญก็จะ ขยายครอบคลุมมากขึ้น ฉะนั้นการปูพรมแต่ละหมู่บ้าน อาจจะไม่ใช่การมองว่ามีครัวเรือนอยู่มากน้อยแค่ไหนและเพื่อให้เกิด ความยั่งยืนของโครงข่ายก็มีไอเดียว่าจะ ผลักดันให้มีการตั้งโมเดลอินฟราสตรัก เจอร์ฟันด์ เพื่อให้มีเงินหมุนเวียนเข้ามาขยายโครงข่ายเพิ่มได้ตลอดเวลา แต่ตรงนี้ เป็นเรื่องของอนาคตที่กำลังศึกษาอยู่
          การพลิกฟื้นทีโอที-แคท
          คนร.ได้ตั้งคณะทำงานภายใต้คณะอนุกรรมการกลั่นกรองการแก้ปัญหารัฐวิสาหกิจที่ พลเอกอนันตพรเป็นประธาน ซึ่งผมก็เป็นประธานคณะทำงานชุดนี้ หลัก ๆ คือ จะต้องทำแผนการดำเนินการของแคทกับทีโอที มีความชัดเจนในเรื่องระยะเวลาและทิศทาง ไม่ใช่บอกแค่ว่ากำลังศึกษาเหมือนทุกครั้ง
          แผนไม่คืบเลยเพราะ
          ทั้งคู่บอกว่า กำลังศึกษาอยู่ แล้วก็เหมือนรอให้ คนร.สั่งทีละอย่าง แนวทาง คนร. คือให้แยกเป็น 6 กลุ่มธุรกิจ ที่ต้องชัดเจนในการบริหารจัดการว่าจะมีการทำอะไรต่อไป ไม่ควรทำอะไร ทั้งคู่ก็บอกว่าทำแล้ว แต่ก็ไม่ค่อยจะมีใครตอบได้ว่า มันชัดเจนอย่างไร
          ต้นเหตุปัญหาของทั้งคู่
          อันแรกก็ชัดเจนว่า คนล้นงาน เพราะงานมันเปลี่ยนไปหลายอย่าง รายได้ที่เกิดขึ้น ไม่ได้เกิดขึ้นจากเปอร์ฟอร์แมนซ์ของคนทำงานเอง โดยเฉพาะทีโอทีที่ได้มาจากสัมปทาน ฉะนั้นพอจะปรับเปลี่ยนให้มาทำมาหาได้เอง ก็ติดปัญหาหลายอย่าง แล้วในเชิงของความเป็นรัฐวิสาหกิจ การจะปรับระบบการบริหารจัดการก็ทำได้ไม่เร็วพอ
          แนวคิดจะยุบรวมทั้งคู่เข้าด้วยกัน
          ไม่มีแล้ว แต่จะปรับให้มีรองรับการ ขับเคลื่อนตามนโยบายรัฐบาล
          ทั้งคู่มีแผนจะพัฒนาที่ดินในมือ
          ในส่วนของคณะทำงาน ขอมุ่งไปที่การขับเคลื่อนในระยะที่ 1 คือ การพัฒนาสินทรัพย์ในส่วนของโทรคมนาคม เพราะไม่อยากจะปล่อยให้มีช่องว่างและเสื่อมราคาลงทุกวัน และให้สอดคล้องกับแผนโครงการนำร่องดีอี 2 หมื่นล้านก่อน
          ตั้งเป้าจะพลิกฟื้นกลับมาได้ในปีไหน
          ยังไม่ได้ระบุไว้ว่าเป็นปีไหน แต่จะมุ่ง ไปที่การใช้ประโยชน์จากโครงข่ายที่มี ซึ่งใน 6 เดือน 1 ปีต้องเห็นผล
          ระดับความวิกฤตที่ต้องเร่งพลิกฟื้น
          ทีโอทีถือว่าวิกฤตมาก เพราะรายได้มาจากสัมปทานที่เคยได้ หมดไปตั้งแต่ ปีที่แล้ว ประเมินกันแล้วว่าถ้าไม่เร่งทำก็จะอยู่ได้อีกแค่ 20 เดือน แต่แคท ยังเหลือสัมปทานถึงปี 2561 และรายได้จากคลื่น 850 MHz ก็ยังคงอยู่ถึงปี 2568 แต่ถ้าไม่รีบ พอถึงปี 2568 ก็จะวิกฤตเหมือนกัน
          โดยต้นเหตุปัญหาของทั้งคู่เหมือนกันคือ เปอร์ฟอร์แมนซ์ของคน แต่สเกลปัญหาต่างกัน ทีโอทีมีพนักงานกว่า 2 หมื่นคน แคทมีน้อยกว่ามาก คุณภาพคนก็ต่างกัน แต่ทั้งคู่ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับวงการโทรคมนาคมที่แข่งขันอย่างเสรีและมีองค์กรกำกับดูแล ถึงเวลาต้องปรับตัว เพราะคุณไม่ใช่เรกูเลเตอร์แล้ว แต่ก็ไม่ได้มีการปรับตัวใด ๆ
          ยังจำเป็นต้องมีรัฐวิสาหกิจโทรคมนาคม
          ความจำเป็นมันลดลงไปเยอะมาก กับสภาพตลาดปัจจุบัน บทบาทที่ทั้งคู่ควรมีคือการเป็นโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้ หน่วยงานอื่นเข้าไปต่อยอดได้เร็วขึ้นเท่านั้น ซึ่งเป็นแนวคิดของการแบ่งเลเยอร์เรกูเลชั่น นั่นคือในส่วนของการค้าปลีกไปถึงมือ ผู้บริโภค ควรจะเป็นเอกชนทำโดยตรง หากทีโอทีกับแคทจะทำ ก็ต้องแยกตัวเองออกมาทำในฐานะเอกชน เพราะลูกค้าภาครัฐก็ไม่ได้มีความจำเป็นต้องมาใช้เฉพาะของแคทกับทีโอทีแล้ว
          บทบาทของภาครัฐที่จะให้บริการโทรคมนาคม ควรจะลดลงมาเหลือแค่การให้บริการโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการใช้สินทรัพย์ที่มีอยู่เพื่อให้เกิดคุณค่าในเชิงพัฒนาประเทศได้มากกว่า ค้าปลีกหรือการต้องไปเซอร์วิสให้ประชาชนทั่วไป ก็ควรจะเป็นการแข่งขันอย่างเสรี
          ทีโอทีแคทก็คือการดูแลโครงข่ายโทรคมนาคม เป็นการขายส่ง ซึ่งก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขให้จัดซื้อจัดจ้างได้เร็วขึ้น เพื่อให้เกิดการบำรุงรักษาที่คล่องตัว และให้มีการใช้ทรัพย์สินของประเทศที่ได้มาจากสัมปทานและที่แคททีโอทีทำไว้ให้มีคุณค่าในการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศมากที่สุด
          จะดึงให้ตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน
          อาจจะไม่ใช่เป็นกองทุนโครงสร้าง พื้นฐานแบบ 100% แต่ก็มีลักษณะคล้ายแบบนั้น เพียงแต่ก็ต้องดูว่า คนร.จะเห็นด้วยแค่ไหน กำลังจะเสนอให้ที่ประชุม คนร. พิจารณา 11 ก.ค.นี้ แล้วการที่จะทำได้หรือไม่ได้ ก็ต้องได้รับความร่วมมือจากแคททีโอที ทั้งในระดับบอร์ดและฝ่ายบริหารด้วย
          เท่ากับดึงทรัพย์สินที่เป็นหัวใจออกมา
          ขึ้นอยู่กับว่า ที่ผ่านมาคุณใช้ทรัพย์สินของมันได้เต็มประสิทธิภาพแล้วหรือยัง ปัญหารัฐวิสาหกิจ กลไกการขยายตัวมันช้า การจะเข้าอินฟราฟันด์มันเข้าได้ 2 รูปแบบคือ เอาทรัพย์สิน หรือ เอารายได้เข้าไป ผลดีคือ เข้ามีรายได้จากการตั้งอินฟราฟันด์ และรายได้จากการโอเปอเรต ฉะนั้นไม่ได้มีอะไรเลวร้าย แต่ข้อที่เลวร้ายของเขาอาจจะเป็นการที่ต่อไปจะมีคนมากำกับอย่างโปร่งใส ทุกอย่างต้องมีประสิทธิภาพ
          ที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือแค่ไหน
          ก็พยายามจะตอบรับ แต่ดูเหมือนจะยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ทำให้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร เพราะเอกภาพภายในองค์กร การบริหารบุคลากรมันทำไม่ได้ เพราะเป็นองค์กรที่ใหญ่มาก ภาระผู้บริหารยุ่งหลายเรื่องมาก แค่จัดการปัญหาฟ้องร้องก็ไม่เหลือเวลาทำอย่างอื่นแล้ว การจะไปทำให้พนักงานทุกคนเห็นตรงกันมันทำไม่ได้เลย แต่ละคนก็ยังกังวลว่า รัฐบาลจะเอาจริงไหม แล้วเดี๋ยวปีหน้ารัฐบาลหมดวาระไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้นอีก ก็คิดกันอยู่แค่นี้
          ตอนนี้รัฐบาลก็พยายามปรับโครงสร้าง เพื่อไม่ให้ทั้งคู่ทับซ้อนกัน คืออะไรที่ยังทำได้ดีอยู่ก็ปล่อยให้ทำต่อ อย่างโมบายของ แคทก็ยังทำได้ แต่สำหรับการลงทุนใหม่ในอนาคตที่จะต้องขับเคลื่อนประเทศ ก็ต้องชัดเจนว่า ทีโอทีก็ดูโครงข่ายในประเทศ แคทก็ดูในส่วนของไปต่างประเทศ
          ปมใหญ่ที่อยากจะเร่งเคลียร์ให้ได้ ภายในรัฐบาลนี้คือ ปัญหาค้างเดิมเรื่อง อินฟราสตรักเจอร์กับการพลิกฟื้น 2 รัฐวิสาหกิจ ซึ่งเชื่อว่านี่จะเป็นโอกาสทองที่ จะทำให้สามารถแก้ไขได้เพราะเป็นยุคที่ไม่มีอเจนด้าแอบแฝง