บอร์ดกทค.จี้ทวงเงินเอไอเอส/ทรูเยียวยาลูกค้าคลื่น900/1800MHz

บอร์ดกทค.มีมติให้เรียกเก็บเงินรายได้ช่วงเยียวยาคลื่น 900 มูลค่าถึง 160 ล้านบาท พร้อมเร่งคณะทำงานฯ พิจารณาเงินรายได้ช่วงเยียวยาคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ ให้แล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์ เพื่อนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน
          นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม หรือ กทค. ได้พิจารณาเงินรายได้ในช่วงมาตรการเยียวยาทั้งในคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ และ 900 เมกะเฮิรตซ์ โดยมีมติดังต่อไปนี้ สำหรับคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ กทค. มีมติ 1. เห็นชอบให้เรียกเก็บเงินรายได้ในช่วงมาตรการเยียวยาในเบื้องต้น ในช่วงระยะเวลานับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2558 - 31 พฤษภาคม 2559 เท่ากับอัตราร้อยละของส่วนแบ่งรายได้ที่บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) เคยนำส่งภายใต้สัญญาสัมปทาน ณ วันสุดท้ายก่อนสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 160 ล้านบาท  2.ให้สำนักงานดำเนินการในลักษณะเดียวกันตามข้อ 1. ในการเรียกเก็บเงินช่วงเยียวยาเพิ่มเติมที่เหลืออีก 1 เดือน (1 มิ.ย. - 30 มิ.ย. 59) ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
          ส่วนมติที่ 3 ให้คณะทำงานตรวจสอบเงินนำส่งรายได้แผ่นดินจากการให้บริการในระยะเวลาคุ้มครองผู้ใช้บริการรีบพิจารณาว่าการเรียกเก็บเงินดังกล่าวจะต้องมีการเรียกเก็บเงินเพิ่มเติมมากกว่าสัญญาสัมปทานที่เคยจ่ายหรือไม่ ซึ่งหากมากกว่า ผู้ประกอบการก็จะต้องมีการจ่ายเพิ่มเติมในส่วนนั้น โดยดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน นับตั้งแต่วันที่ กทค. มีมติ
          สำหรับคลื่นในย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์นั้น กทค. มีมติ 1.ในส่วนของบริษัท ทรู มูฟ จำกัด ให้คณะทำงานตรวจสอบเงินนำส่งรายได้แผ่นดินจากการให้บริการในระยะเวลาคุ้มครอง เร่งรัดให้พิจารณาเงินรายได้ในช่วงเยียวยาทั้งในช่วงที่ 1 ช่วงที่ 2 และช่วงที่ 3 ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2556 - 3 ธันวาคม 2558 ให้แล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์  2.ในส่วนของบริษัท ดิจิตอล โฟน จำกัด ก็ให้คณะทำงานตรวจสอบเงินนำส่งรายได้แผ่นดินจากการให้บริการในระยะเวลาคุ้มครอง เร่งรัดให้พิจารณาเงินรายได้ในช่วงเยียวยาทั้งในช่วงที่ 1 ช่วงที่ 2 และช่วงที่ 3 ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2556 - 25 พฤศจิกายน 2558 ให้แล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์เช่นเดียวกัน
          ทั้งนี้เพื่อนำเงินดังกล่าวส่งเป็นรายได้ของแผ่นดินต่อไป อนึ่ง สำหรับคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ ที่สำนักงาน กสทช. ได้มีการเรียกเก็บเงินในช่วงที่ 1 ไปแล้ว แต่ทางบริษัทที่ถูกเรียกเก็บเงินทั้งบริษัท ทรู มูฟ จำกัด และบริษัท ดิจิตอล โฟน จำกัด ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง ขณะนี้คดียังอยู่ในการพิจารณาของศาลปกครอง ซึ่งในการพิจารณาของ กทค. จะเป็นการพิจารณาเงินรายได้ในช่วงเยียวยาทั้ง 3 ช่วง ซึ่งจะมีมติดังกล่าวอีกครั้งหนึ่ง
          นอกจากนี้ สำนักงาน กสทช. รับฟังความคิดเห็นการตั้งเสา และติดตั้งสายสื่อสารบนเสาไฟฟ้าให้ได้มาตรฐาน ปลอดภัยต่อประชาชนล่าสุด นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. กล่าวว่า สำนักงาน กสทช. ได้จัดให้มีการประชุมหารือกลุ่มย่อย (Focus Group) เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการใช้สิทธิในการปักหรือตั้งเสา หรือเดินสาย วางท่อ หรือติดตั้งอุปกรณ์ประกอบใดในการให้บริการโทรคมนาคม พ.ศ. . .  เพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์ของกฎหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป หลังจากกฎหมายฉบับปัจจุบันมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2552 เป็นระยะเวลากว่า 6 ปีอย่างไรก็ตามพบว่า ปัจจุบันการติดตั้งสายสื่อสารบนเสาไฟฟ้าตามสถานที่ต่างๆ ได้พาดสายต่ำกว่ามาตรฐาน ซึ่งอาจส่งผลต่อความปลอดภัยของประชาชน และนอกจากสายสื่อสารจะรกรุงรังมีผลต่อทัศนียภาพแล้ว ยังพบปัญหาสายสื่อสารบางส่วนไม่ได้ใช้งาน และไม่มีการรื้อถอน ขณะนี้จึงมีความจำเป็นต้องมีการส่งเสริมให้มีการใช้โครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมร่วมกัน เช่น การใช้พื้นที่ใดบนสะพาน ในอุโมงค์ หรือบนทางเท้า รวมถึงการใช้พื้นที่ในการสร้างโครงข่ายใต้ดินและการใช้พื้นที่ตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
          ก่อนหน้านี้สำนักงาน กสทช. ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ 4 หน่วยงาน ได้แก่ การไฟฟ้านครหลวง กรุงเทพมหานคร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) นำสายไฟฟ้าและสายสื่อสารลงดิน โดยสำนักงาน กสทช. จะออกกฎเกณฑ์กำกับราคาการเช่าพื้นที่ติดตั้งสายสื่อสารกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในราคาที่เหมาะสม เพื่อให้ทัศนียภาพในพื้นที่ต่างๆ ออกมาสวยงาม