ล้วงลึกเป๋าตังค์ "ระดับบิ๊ก"เคล็ดลับสตาร์ตอัพดึงเงินเศรษฐี

ปัจจุบัน "แองเจิล" หรือนักลงทุนใจดีที่เทเงินก้อนให้กับสตาร์ตอัพเกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด ต่างกับยุคก่อนเป็นอย่างมาก ทั้งจากการเห็นโอกาสการเติบโตของเม็ดเงินลงทุนที่ใส่เข้าไป และโอกาสในการนำไอเดียของสตาร์ตอัพมาต่อยอดธุรกิจเดิม ยิ่งทุกวันนี้โลกอยู่ในยุคที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมขับเคลื่อนทุกอุตสาหกรรม เมื่อเร็ว ๆ นี้ 2 นักลงทุนระดับเศรษฐีของประเทศอย่าง "วิชัย ทองแตง" และ "วิชัย เบญจรงคกุล" ได้เปิดมุมมองกับการลงทุนในสตาร์ตอัพ บนเวทีแบไต๋เบสต์บาย
          ลงทุนสไตล์ 'วิชัย เบญจรงคกุล'เบญจจินดาไม่ใช่แบงก์
          นักลงทุนอย่าง "วิชัย เบญจรงคกุล" ยืนยันว่า ทุกวันนี้ยังมองหาสตาร์ต อัพใหม่ ๆ อยู่ตลอด เพื่อนำมาต่อยอดธุรกิจดั้งเดิมของกลุ่มบริษัทเบญจจินดา คือโทรคมนาคม สื่อสาร ไอซีที ซึ่งไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเป็นแค่แอปพลิเคชั่น ซอฟต์แวร์ โซลูชั่น แต่ถ้าฮาร์ดแวร์ต่าง ๆ สามารถปลั๊กอินต่อยอดกับธุรกิจเดิมได้ ก็ยินดี แต่ถ้าเป็นวงการอื่น ๆ ที่ไม่ถนัด ก็ลำบาก
          "ผมจะให้เงินใครก็จะดูความตั้งใจ โมเดลธุรกิจ และการร่วมลงทุน เพราะผมไม่ใช่แบงก์ และสตาร์ตอัพก็จะไม่ใช่เถ้าแก่คนเดียวอีกต่อไป เขาต้องบอกมาว่า ด้วยศักยภาพของผมจะช่วยอะไรเขาให้แข็งแรงขึ้นได้บ้าง ปัญหาอุปสรรคในการเข้าสู่สเกลตลาดขนาดใหญ่มองไว้อย่างไร จะแก้อย่างไร พวกนี้ควรจะมองเห็น ฉะนั้นการทำธุรกิจไอเดียต้องดี ความเป็นหุ้นส่วนต้องชัด เพราะต้องโตไปด้วยกัน เขาก็จะเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จในพอร์ตที่ผมลงทุน ซึ่งปกติคุย 1-2 เดือน ก็จะรู้ว่าจูนกันได้ไหม ถ้าไปต่อได้ก็จะลงราว 5-6 ล้านบาท แล้วเข้าเป็นบอร์ดบริหาร ช่วยซัพพอร์ตเรื่องการลดต้นทุนบางอย่าง แต่จะย้ำเสมอว่า บริษัทเล็กต้องคล่องตัวและเป็นอิสระจากบริษัทที่ให้ทุน"
          ที่ผ่านมามีหลายบริษัทที่เข้าร่วมทุนแล้ว อาทิ ไอ-ซีเคียว เกมอินดี้ Deep Pocket และแม้จะลงทุนมาหลายปีแล้ว แต่ยังไม่มีบริษัทไหนถูกดันเข้าตลาด หลักทรัพย์ฯ
          "ลงทุนสไตล์ ผมคือไม่ตีหัวเข้าบ้าน คือไม่ได้แต่งตัวให้ สวยแล้วขายกิจการออกไป แต่ล้มลุกคลุกคลานช่วยกันไป เอาให้สำเร็จให้ได้ ถ้าวันหนึ่งจะเอาเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ นั่นก็หมายถึงว่าจะแบ่งกำไรในอนาคตให้
          ไม่ใช่แบ่งความเสี่ยง คุณแม่ผมย้ำเสมอว่า เอาเข้าตลาดแล้วไม่ใช่ไปหลอกเอาเงินเขานะ คือความเสี่ยงต้องมี แต่ผมก็จะร่วมเสี่ยงด้วย"
          แต่สิ่งที่จะไม่สนใจลงทุนเลย จะเป็นไอเดียที่อยากจะเป็นเฟซบุ๊ก ลาซาด้า เป็นอาลีบาบาของประเทศไทย มีคนเข้ามาเสนอพอสมควร ก็นั่งมองว่าจะไปแข่งกับเขาอย่างไร ทั้งสเกลลูกค้า เทคโนโลยี ในไทยก็ยังมีข้อจำกัด อาทิ ระบบโลจิสติกส์ ความต่อเนื่องของนโยบายรัฐที่จะส่งเสริม หากจะทำมาร์เก็ตเพลซ น่าจะทำเป็นตลาดเฉพาะ แล้วไปเชื่อมต่อกับมาร์เก็ตเพลซ ระดับบิ๊กจะดีกว่า
          ขณะที่เซ็กเมนต์กลุ่มการแพทย์และสุขภาพก็น่าสนใจ ปัจจุบันไอซีทีเข้าไปซัพพอร์ตเยอะ แต่ต้องมีความชำนาญพิเศษ การเชื่อมโยงคนกับบริการทางการเงิน เป็นแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคอยู่แล้ว มองไป อีก 10 ปี บทบาทของเงินสดจะลดลง บริการอีมันนี่ อีเพย์เมนต์ เป็นนโยบายของรัฐบาลที่ส่งเสริมอยู่แล้ว รวมถึงการสร้างสิ่งที่ต่อยอดจากความต้องการของคน อย่างการ หาคนทำงานเฉพาะ
          'วิชัย ทองแตง'เป้าดันเข้าตลาดหุ้น
          สำหรับนักลงทุนรายใหญ่ อย่าง "วิชัย ทองแตง" เปิดเผยว่า ศึกษาเกี่ยวกับสตาร์ตอัพมา 3-4 ปี หลังจากนักพัฒนาหน้าใหม่เริ่มมีศักยภาพโดดเด่น จึงเริ่มเข้ามาลงทุนด้วยเงินส่วนตัว พร้อมกับให้คำปรึกษาด้านธุรกิจด้วย
          "ความหมายสตาร์ตอัพของผมไม่ใช่แค่บริษัทนวัตกรรม เช่น ฟินเทค หรือซอฟต์แวร์ต่าง ๆ เพราะผมต้องการลงทุนในธุรกิจแนวคิดใหม่ ๆ มากกว่า แต่ที่ผมต้องเริ่มต้นจากกลุ่มธุรกิจไอทีก่อน เนื่องจากตัวคูณมันสูง ถ้าเกิดลงทุนเพียงเล็กน้อย แล้วบริษัทนั้นโตเร็วมาก รายได้ก็จะทวีคูณเยอะกว่าอุตสาหกรรมอื่น ส่วนถ้าสตาร์ตอัพอยากเข้ามาให้ผมลงทุนให้ ก็คงต้องมาคุยกัน พร้อมกับวางแผนระยะยาว 5-10 ปี เพราะคำถามแรกที่ผมจะถามพวกเขาคือ คุณอยากระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯหรือไม่ ถ้าไม่ บริษัทนั้นก็ตกไปในทันที"
          และนอกจากเป้าหมายที่จะต้องเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯแล้ว สิ่งที่สตาร์ตอัพที่อยากดึงเงินจาก "วิชัย ทองแตง" ต้องรู้คือ จะไม่ลงทุนในอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม โดยเฉพาะแอลกอฮอล์ รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวกับการเลี้ยงสัตว์ และแปรรูปชีวิตสัตว์
          โดยขณะนี้มีสตาร์ตอัพอยู่ในพอร์ต โดยขณะนี้มีสตาร์ตอัพอยู่ในพอร์ตลงทุนแล้ว 2-3 ราย อยู่ในกลุ่มไอทีทั้งหมด แต่ขอไม่เปิดเผยชื่อ หนึ่งในนั้นทำธุรกิจพัฒนานาโนจุลินทรีย์ ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่มากในโลก จึงมีโอกาสเติบโตในระดับสากล
          และด้วยจำนวนสตาร์ตอัพที่เกิด และด้วยจำนวนสตาร์ตอัพที่เกิดขึ้นมาก และยังมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอีก สุดท้ายจึงอาจจะเกิดการรวมตัวกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ ซึ่งถือเป็นเรื่องดีของนักลงทุน ที่โอกาสจะประสบความสำเร็จจากเงินที่ลงไปก็จะมากขึ้น แต่ทั้งหมดก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ เพราะจากเริ่มทดลองลงทุนในสตาร์ตอัพ ส่วนใหญ่ที่ผ่านตาจะมีผู้ล้มเหลวมากกว่าผู้สำเร็จ โอกาสความสำเร็จกับสตาร์ตอัพมีเพียง 1 ต่อ 10 เท่านั้น
          ทั้งยังมีแนวโน้มที่จะมีโอกาสเกิดฟองสบู่กับการลงทุนในสตาร์ตอัพมากขึ้น ทุกฝ่ายทั้งรัฐ, เอกชน, นักลงทุน และสตาร์ตอัพ ต้องระวังในจุดนี้ด้วย แม้ไทยจะคงยังไม่เกิดในเร็ว ๆ นี้ เพราะเพิ่งอยู่ในระยะเริ่มต้น แต่ก็ต้องมีการอ้างอิงจากการลงทุนในต่างประเทศที่มีประสบการณ์ทั้งสำเร็จทั้งเจ๊งมาก่อน
          ขณะที่รัฐก็ต้องลงมากำกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง แต่ไม่ใช่ในรูปแบบจำกัดอย่างจริงจัง แต่ไม่ใช่ในรูปแบบจำกัดไม่ให้เกิดธุรกิจใหม่ เพื่อคงธุรกิจเดิมไว้ดังเช่นกรณีที่รู้กันอยู่ เพราะจริง ๆ การทำให้สตาร์ตอัพ และธุรกิจดั้งเดิมอยู่ร่วมกันได้คือสิ่งที่ถูกต้อง ซึ่งจะเชื่อมไปถึงฟินเทคที่กำลังเกิดขึ้นในไทย และธนาคารแห่งประเทศไทยก็น่าจะรู้ว่าจะกำกับกิจการอย่างไร ให้สถาบันการเงินและฟินเทคอยู่ร่วมกันได้