อิมพอร์ตซิลิคอนวัลเลย์ปั้นศูนย์บ่มเพาะดีแทคไทย

ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
          สานต่อโครงการดีแทค แอคเซอเลอเรท มาเป็นปีที่ 4 แล้ว สำหรับดีแทค ซึ่งยังคงมั่นใจเป็นผู้ให้บริการรายเดียวที่บ่มเพาะสตาร์ทอัพได้ประสบความสำเร็จมาก และยังตั้งเป้าจะเป็นผู้สานฝันเด็กรุ่นใหม่ แม้จะมีการสนับสนุนจากภาครัฐหรือไม่ก็ตาม
          สมโภชน์ จันทร์สมบูรณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายนวัตกรรมธุรกิจ ดีแทค แอคเซอเลอเรท บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค กล่าวว่า การทำงานสตาร์ทอัพทางด้านเทคโนโลยีนั้น ทั้งในไทยและทั่วโลกมีโอกาสเจ๊งกว่า 80% ไม่ประสบความสำเร็จต้องเป็นซอมบี้ผีดิบ 10% และประสบความสำเร็จมหาศาลโตก้าวกระโดดอีก 10% แต่สตาร์ทอัพในประเทศไทยยังมีเพียง 2,000-3,000 รายเท่านั้นเมื่อเทียบกับทั่วโลก ดังนั้นยังมีโอกาส อีกมากสำหรับคนเหล่านี้
          "เด็กรุ่นใหม่ที่เข้ามาเป็นสตาร์ทอัพนั้น เพราะเจอปัญหาสะสมเรื่องต่างๆ มานาน และอยากจะเข้าไปแก้ไขปัญหานั้นด้วยเทคโนโลยี ถือว่าเป็น เรื่องราวที่จะช่วยแก้ไขปัญหาภาพรวมที่คนในสังคมกังวลเช่นกัน ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ การคิดอย่างสร้างสรรค์และลงมือพัฒนาจะช่วยปลูกฝังแนวคิด ที่ดีต่อสังคม" สมโภชน์ กล่าว
          ทั้งนี้ เงินทุนจากเอกชนและภาครัฐที่ไหลเวียนเข้ามาในระบบสตาร์ทอัพ จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตัวเลขที่เปิดเผยปี 2558 คือ มีสตาร์ทอัพระดมทุนได้กว่า 30 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ยังมีตัวเลขที่ยังไม่ได้ เปิดเผยอีกมหาศาล คาดปี 2559 จะมีเม็ดเงิน ไหลเวียนกว่า 50 ล้านเหรียญสหรัฐ
          "การเกิดปัญหาฟองสบู่ในเทคสตาร์ทอัพ อย่างกรณีเอ็นโซโก้ และกรุ๊ปปองนั้น เป็นเพราะธุรกิจที่เข้าตลาดหุ้นจะมีการตีมูลค่าสูงกว่าความเป็นจริง ดังนั้นสตาร์ทอัพไทยที่มูลค่าธุรกิจไม่สูงมาก หากได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติมากขึ้น จะต้องวางแผนให้ดี โดยดีแทคจะมีผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกมาให้คำแนะนำคนเหล่านี้ เพื่อวางรากฐานธุรกิจให้แข็งแรงหากต้องเข้าตลาดหุ้นในอนาคต" สมโภชน์ กล่าว
          สำหรับดีแทคคาดการลงทุนของเอกชนจะแตะ 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐได้ไม่ยาก เพราะสตาร์ทอัพไทยมีคุณภาพและกำลังเป็นที่ต้องการ ซึ่งดีแทคตลอด 4 ปี ลงทุนไปแล้วกว่า 1,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3-15 เท่า เฉลี่ยลงทุนแต่ละทีม 5 แสน-1.5 ล้านบาท
          วสะ สุภาโชค เอี่ยมสุรีย์ ผู้ก่อตั้งฟาสต์เวิร์ค ผู้ให้บริการค้นหาฟรีแลนซ์ด้านไอทีโปรแกรมมิ่ง กราฟฟิกดีไซน์ นักเขียนและการตลาดออนไลน์ กล่าวว่า 1 ใน 4 ของธุรกิจเอสเอ็มอีในไทยต้องการว่าจ้างพนักงานอิสระหรือฟรีแลนซ์ เพราะงาน เสร็จไวตามกำหนด และไม่ต้องมีภาระว่าจ้าง ถือเป็นการตอบโจทย์ทั้งฝั่งคนหางานและคนจ้างงาน
          เจษฎา สุขทิศ ผู้ก่อตั้งแอพพลิเคชั่นที่ ปรึกษาด้านการเงิน Finnomena กล่าวว่า ใน อนาคตจะมีคนวัยเกษียณกว่า 12 ล้านคน ไม่มีเงินรับประทาน การพัฒนาแอพพลิเคชั่นที่ปรึกษาด้านกองทุนกับ 23 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) จะช่วยให้คนกลุ่มนี้มีเงินสะสมมากขึ้น
          ฐิตินาถ งานวงศ์พาณิชย์ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ wearandshare.net เว็บไซต์สำหรับคุณผู้หญิงที่ต้องออกงาน กล่าวว่า การจัดงานเลี้ยงในไทยต้องมีคนออกงานกว่า 12 ล้านคน มูลค่าการใช้จ่ายชุดกว่า 7,200 ล้านบาท การเปิดแพลตฟอร์มให้ร้านค้า และผู้ซื้อมาเช่าชุด จะช่วยลดภาระและแก้ปัญหา ให้ทั้งสองฝ่าย
          นันทิพัฒน์ นาคทอง นักพัฒนาแว่นตาสำหรับคนตาบอด Visionear กล่าวว่า ปัญหาคนตาบอดในไทยมีกว่า 3 แสนราย ที่ต้องการอุปกรณ์เพื่อช่วยเหลือในการใช้ชีวิตประจำวัน การมีอุปกรณ์ช่วยอ่านจะทำให้คนกลุ่มนี้ไม่ถูกมองว่าเป็นภาระของสังคมอีกต่อไป