โฟกัสกรุ๊ปหวังกสทช.ยืดหยุ่นคุมค่าโทร

 สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จัดโฟกัส กรุ๊ป รับฟังความคิดเห็นเรื่องแนวทางการกำกับดูแลค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่บนคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ 1800 และ 900 เมกะเฮิรตซ์
          กระบวนการโฟกัส กรุ๊ป ครั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องจากมติที่ประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) วันที่ 22 มิ.ย. 2559 เห็นชอบแนวทางการกำกับดูแลอัตราค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่บนคลื่นความถี่ย่าน 2.1 เมกะเฮิรตซ์ โดยอัตราค่าบริการประเภทเสียงต้องไม่เกิน 0.82 บาทต่อนาที ประเภทข้อมูล ต้องไม่เกิน 0.28 บาทต่อเมกะบิต ข้อความเอสเอ็มเอสต้อง ไม่เกิน 1.33 บาท เอ็มเอ็มเอสต้องไม่เกิน 3.32 บาท
          ส่วนคลื่นความถี่ย่าน 1800 และ 900 เมกะเฮิรตซ์ อัตราค่าบริการประเภทเสียงต้องต่ำกว่า 0.69 บาทต่อนาที ข้อมูล ต้องต่ำกว่า 0.26 บาทต่อเมกะบิต ข้อความเอสเอ็มเอสต้องต่ำกว่า 1.15 บาท เอ็มเอ็มเอสต้องต่ำกว่า 3.11 บาท โดยใช้บังคับทั้งโปรโมชั่นหลัก และส่วนเกินโปรโมชั่น
          ผู้ให้บริการและตัวแทนผู้บริโภคได้สะท้อนความเห็นว่า อัตราค่าบริการที่ ผู้ให้บริการกำหนดเป็นอัตราที่ต่ำกว่าอัตราอ้างอิงที่กำหนดโดย กสทช. อยู่แล้ว อัตราอ้างอิงของกสทช.ยังไม่สะท้อนต้นทุน ในอนาคต
          การกำหนดอัตราอ้างอิงอาจเป็นเป็นอุปสรรคในการแข่งขัน เพราะกลไกตลาดจะทำงานไม่เต็มที่ กสทช. ควรออกหลักเกณฑ์เพื่อส่งเสริมการแข่งขันและควรทบทวนการกำหนดอัตราอ้างอิง
          ขณะที่ผู้บริโภคพึงพอใจที่จะใช้งานโดยมีโอกาสเลือกตามโปรโมชั่น การมีอัตราอ้างอิงเป็นเรื่องที่ดี แต่อาจการกำหนดทำให้ทางเลือกของผู้บริโภคมีน้อยลง
          กสทช.ยอมถอยหารือใหม่
          นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่จะต้องระบุคลื่นความถี่ที่ใช้ให้บริการแก่ผู้บริโภคทราบว่า 3จีและ 4จีที่อยู่ในโปรโมชั่นใช้คลื่นความถี่ใด และต้องคิดค่าบริการตามการใช้งานจริงเป็นวินาที
          แต่หากสำนักงาน กสทช. ดำเนินการโดยออกคำสั่งไปยังผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เลย อาจเกิดปัญหาการฟ้องร้องมติที่ประชุมดังกล่าว
          การรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ หากมีประเด็นเพิ่มเติม สำนักงาน กสทช. จะนำเสนอต่อที่ประชุม กทค. เพื่อออกเป็นมติที่ประชุม กทค. ต่อไป โดยสัปดาห์หน้าจะนำเสนอประเด็นของผู้ประกอบการเข้าสู่ที่ประชุมบอร์ด กทค. อีกครั้ง ซึ่งจะพิจารณาการคิดอัตราค่าเฉลี่ย 3 แนวทาง คือ 1.การคิดอัตราค่าเฉลี่ยของทั้งตลาด 2.ค่าเฉลี่ยของทุกโปรโมชั่น และ 3. แนวทางสุดท้ายคิดค่าบริการตามเพดานขึ้นสูง
          "จากโฟกัส กรุ๊ปครั้งนี้พอเห็นแนวทางและความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งบนเวทีที่อภิปรายของทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคจะได้เป็นรับฟังเสียงจาก 2 ฝ่ายโดยตรง ผู้บริโภคจะได้หมดข้อครหาว่ากสทช. เอื้อประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ ส่วนการคิด โปรโมชั่นเป็นวินาที แม้หลายฝ่ายจะไม่เห็นด้วย แต่เรื่องนี้หลักเกณฑ์ดังกล่าวได้ระบุไปในเงื่อนไขใบอนุญาตแล้ว จึงจำเป็นต้องบังคับใช้ ยกเลิกไม่ได้"
          เสียงผู้บริโภคควรมีโปรวินาที
          นางสาวสุจิวรรณ สุวรรณธาดา ผู้บริโภค กล่าวว่า หากพิจารณาโดยรวมของโปรโมชั่น ที่หลายผู้ประกอบการให้บริการอยู่พบว่า การกำหนดอัตราค่าบริการขั้นสูงในนาทีแรกที่ต้องไม่เกิน 0.69 บาทต่อนาที
          หากมองในมุมของผู้บริโภคที่ใช้ระบบ เติมเงิน (พรีเพด) ซึ่งบางครั้งอาจจะมีพฤติกรรม โทรสั้น ครั้งละไม่เกิน 1 นาที ก็อาจไม่คุ้มค่า และผู้บริโภคไม่ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง เพราะโปรโมชั่นอื่นที่คิดนาทีแรก 0.99 บาท นาทีที่ 2 คิด 0.25 บาทหรือนาทีต่อมาลดเหลือ 0.15 บาทก็จะคุ้มค่ามากกว่า
          นายโสภณ รัตนวราห ผู้บริโภค เสริมว่า แนวทางกำกับดูแลให้ผู้รับใบอนุญาตคิดค่าบริการตามการใช้งานจริงในหน่วยวินาทีบนคลื่น 2.1 กิกะเฮิรตซ์ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน กสทช. ควรกำกับให้ผู้ประกอบการ ออกโปรโมชั่นคิดเป็นวินาทีหลากหลาย เลือกใช้งานได้พอๆ กับโปรโมชั่นของนาที เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่า กสทช. กำกับดูแลตามจริงทั้งนาทีและวินาที ไม่ใช่คิด ค่าโทรแล้วปัดเศษ


          เอกชนประสานเสียงค้านมติ
          นายนฤพนธ์ รัตนสมาหาร ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานรัฐกิจสัมพันธ์ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) เห็นว่า หน่วยงานกำกับดูแลควรพิจารณาถึงสมดุลระหว่างผลประโยชน์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในสังคม ทั้งต่อผู้ใช้บริการ ผู้ให้บริการ ซึ่งต้องขยายโครงข่าย และพัฒนาบริการต่อไป
          ดีแทคเห็นว่าอาจกำหนดแพ็คเกจตาม ราคา กสทช. เป็นแพ็คเกจทางเลือก โดยยังคง ให้กลไกการแข่งขันเป็นตัวกำหนดความหลากหลายแพ็คเกจและอัตราที่เหมาะสม
          ส่วนบมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) ออกแถลงการณ์ว่า การเปลี่ยนหลักเกณฑ์กำกับดูแลจากเดิมที่ตรวจสอบ อัตราค่าบริการทั้งหมดแบบเฉลี่ย เป็นการกำกับอัตราค่าบริการต่อหน่วยในแต่ละรายการส่งเสริมการขาย ถือเป็น การกำกับดูแลที่ขาดความยืดหยุ่น เนื่องจากถูกควบคุมโดยราคากลาง และช่องว่างด้านราคาลดลง ทำให้ผู้ให้บริการแต่ละรายนำเสนอรายการส่งเสริมการขายที่แตกต่างกันไม่ได้จนทำให้ทางเลือกของผู้ใช้บริการลดลงตามไปด้วย
          นายจักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ รอง ผู้อำนวยการด้านรัฐกิจสัมพันธ์ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่าจะทำให้ผู้บริโภคไม่มีทางเลือกใช้บริการแพ็คเกจที่คุ้มค่าตามรูปแบบการใช้งานของตัวเองอย่างแท้จริง ทั้งยังอาจไม่สอดคล้องต่อการแข่งขันเสรีในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม และไม่เป็นไปตามกลไกตลาด ท้ายที่สุดจะส่งผลกระทบกับลูกค้าจำนวนมาก ทั้งแบบรายเดือนและเติมเงิน