"สมคิด"ดึงทุนยักษ์จีน ดันไทยสู่เกตเวย์อาเซียน

 ในเวลาที่เศรษฐกิจโลกไม่ดี บรรยากาศถดถอย คนหดหู่ เกิดกรณีเบร็กซิตในอีกมุมหนึ่ง ภาวการณ์นี้กลับเป็นโอกาสของเอเชียและไทย เป็นยุคแห่ง "เอเชียไรซิ่ง" (Asia Rising) และประเทศไทยต้องวางบทบาทของ ตัวเองในโลกการค้า-การลงทุน ตอบรับความเปลี่ยนแปลงของโลก
          ขณะที่ภูมิศาสตร์โดยธรรมชาติของไทยเป็น "ประตู" หรือ "เกตเวย์" การค้า การลงทุนในยุทธศาสตร์หลักของจีนที่เรียกว่า One Belt One Road ในเวลาที่จีนผลักดันความตกลงพันธมิตรทางเศรษฐกิจในภูมิภาค หรืออาเซียน+6 (จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์)
          "ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์" รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ถ้าประเทศไทยไม่ใช้โอกาสนี้ปรับโครงสร้างการผลิต ที่ทำตลอด 20-30 ปี ด้วยการรับจ้างผลิต ทั้งที่ไทยมีศักยภาพที่จะทำอะไรอีกมากมาย
          ดังนั้นจึงต้องหาโอกาสในวิกฤต และในเวลาที่เอเชียผงาด เพื่อสร้างความ ได้เปรียบให้กับประเทศไทย
          ด้วยเหตุนี้ หลังจากพาคณะไปเยี่ยมชมดูงานที่ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย รัสเซียมาแล้ว ระหว่างวันที่ 26-30 มิ.ย. 2559 จึงพาคณะเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมกับเป็นสักขีพยานในการลงนามบันทึกข้อตกลงของหน่วยงานด้านไอซีที และวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี 3 ฉบับ ได้แก่ 1) ความตกลงระหว่างสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) กับบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี จำกัด ซึ่งเป็นความตกลงเกี่ยวกับกรอบความร่วมมือความริเริ่มด้านดิจิทัลและสมาร์ทซิตี้ 2) บันทึกความเข้าใจด้านความร่วมมือเคเบิลใต้น้ำและเครือข่ายภาคพื้นดิน ระหว่างบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด และบริษัท ไชน่า เทเลคอม โกลบอล จำกัด และ 3) บันทึกเจตนารมณ์ (Letter of Intent) ระหว่าง สวทช.และ สนช. กับมหาวิทยาลัยชิงหัว
          "ตอนนี้ผมขายหน้ามากที่ต้องมาจีนแล้วขายแต่ข้าวแต่ยาง แล้วเราจะต้องขายข้าวกันกี่ตันกว่าจะได้ไอโฟนเครื่องหนึ่ง ทั้งที่ประเทศไทยทำอะไรได้มากกว่านี้ และจีนก็เห็นความสำคัญของไทย จีนมองไทยเป็นพันธมิตร ใช้ไทยเป็นเกตเวย์เป็นประตูสู่อาเซียน"
          จึงถึงเวลาที่ประเทศไทยจะยกระดับการผลิตทำการเกษตรแปรรูป มีนวัตกรรม ซึ่งรัฐบาลได้ส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมาย 10 สาขา เพื่อยกระดับเศรษฐกิจไทย
          การเยือนจีนครั้งนี้จึงมีเป้าหมายที่ชัดเจนของการสร้างความร่วมมือและเรียนรู้ โดยคณะของรองนายกรัฐมนตรี มีทั้งนายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนักธุรกิจชั้นนำของประเทศไทย อาทิ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) นายจิตติ ตั้งสิทธิภักดี ประธานหอการค้าไทย-จีน และ นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการและประธานที่ปรึกษาฝ่ายจัดการ เอสซีจี เข้าเยี่ยมชมศูนย์วิจัยและพัฒนา บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี จำกัด พร้อมกับเป็นสักขีพยานในการลงนามบันทึกข้อตกลงระหว่าง สวทช.และ สนช. กับหัวเว่ย ซึ่งมีเนื้อหาสร้างความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาด้านดิจิทัลและสมาร์ทซิตี้
          นายพิเชฐกล่าวว่า หัวเว่ยสนับสนุนด้านดิจิทัลและเทคโนโลยี โดยจะเข้าไปลงทุนตั้ง "โอเพ่นแล็บ" มูลค่าการลงทุน 350 ล้านบาท ในประเทศไทย ให้สตาร์ตอัพที่มีไอเดียแต่ทุนน้อยได้ใช้เป็นพื้นที่ทดสอบผลิตภัณฑ์ทดลองตลาดก่อนออกขาย ทำงานสอดประสานกับเครือข่ายศูนย์บ่มเพาะเอสเอ็มอี สตาร์ตอัพของกระทรวงไอซีที
          ด้าน นายเดวิน ซุน ประธานบริหาร บริษัท หัวเว่ย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า ภูมิใจที่ได้เป็นพันธมิตรกับประเทศไทย เพื่อช่วยผลักดันให้ไทยก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัลของภูมิภาค โดยขอบเขตความร่วมมือนี้เน้นด้านเมืองอัจฉริยะ (Smart City) อินเทอร์เน็ตออฟทิงส์ (Internet of Things) คลาวด์คอมพิวติ้ง ความปลอดภัยสาธารณะ (Public Safety) และโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Power Grid) รวมถึงผลักดันให้สตาร์ตอัพของไทยมีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น
          บันทึกความเข้าใจด้านความร่วมมือเคเบิลใต้น้ำและเครือข่ายภาคพื้นดิน ระหว่างบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด เป็นความตกลงเพื่อร่วมลงทุนพัฒนาขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตเชื่อมโยงไทยไปยังกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขงไปถึงประเทศจีนและฮ่องกง ซึ่งเป็นการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศครั้งแรก
          "การจัดสรรเงินลงทุนพัฒนาโครงข่ายเคเบิล เป็นงบประมาณ CAT 3,500-3,600 ล้านบาท หลังจากนี้จะมีการตกลงสัดส่วนการลงทุนกับจีนและประเทศอื่น ๆ ที่ต้องการร่วมลงทุนอีกครั้งหนึ่ง" นายอุตตมกล่าว
          นายสมคิด ยังได้หารือกับ นายหวัง จี้อู่ ประธานบอร์ด ทัส โฮลดิงส์ ซึ่งเป็นธุรกิจที่เปิดโอกาสให้ทุนกับสตาร์ตอัพและมีเทคโนโลยีที่หลากหลาย และมีแผนใหญ่มากที่จะลงทุนในไทย จึงได้เชิญชวนให้ไปดูโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรือ East Economic Corridor (EEC)
          คณะรองนายกฯยังได้หารือกับ ผู้บริหารธนาคารไอซีบีซี, บริษัทไบ่ตุ๋ง ธุรกิจเสิร์ชเอ็นจิ้นรายใหญ่ของจีน พร้อมเยี่ยมชมเขตทดลองการค้าเสรี นครเซี่ยงไฮ้ เพื่อดูตัวอย่างเขตการค้าเสรีสำหรับการปรับใช้และพัฒนาEEC
          ในด้านเศรษฐกิจการเมือง รองนายก รัฐมนตรีเข้าเยี่ยมคารวะ นายจาง เกาลี่ รองนายกรัฐมนตรีคนที่ 1 ดูแลด้านเศรษฐกิจ และเป็น 1 ใน 7 กรรมการประจำกรมการเมืองกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (โปลิตบูโร) และ นายหวัง หย่ง มนตรีแห่งรัฐ
          นายสมคิดกล่าวว่า แม้เวลานี้เศรษฐกิจโลกจะไม่ดี แต่ไทยและจีนในฐานะที่เป็นพี่น้องกัน สนับสนุนกัน จีนจะใช้ไทยเป็นเกตเวย์เปิดประตูเชื่อม สู่อาเซียน