กสทช.นับถอยหลังซิม 2 จี 900 ดับสิ้น มิ.ย.นี้

 ผศ.ดร.ชุติสันต์ เกิดวิบูลย์เวช
          สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)
          chutisant.ker@nida.ac.th
          เมื่อวันพุธที่แล้วผมชวนคุณผู้อ่านมาทำความรู้จักกับเทคโนโลยีDeep Learning (การเรียนรู้เชิงลึก)ที่แม้ว่าในอดีตเทคโนโลยีพวกDeep Learning นี้จะดูน่าสนใจมากเท่าไหร่ก็ตาม แต่ในอดีตด้วยจังหวะหลาย ๆ อย่างที่ไม่พอดีทั้งข้อมูลที่มีไม่พร้อมและคอมพิวเตอร์ที่ยังมีสมรรถนะไม่มากพอ ทำให้Deep Learning เป็นสิ่งที่รู้กันว่า"ถ้าทำได้ก็เจ๋ง"แต่ไม่มีผลงานเชิงประจักษ์ที่จะช่วยพิสูจน์ความเจ๋งนั้นได้อย่างเป็นรูปธรรม
          แต่เมื่อไม่กี่เดือนก่อน Deep Learning ก็ทำให้โลกทั้งโลกต้องหันขวับกลับมามองได้แล้ว หลังจากแสดงฝีมือล้มแชมป์หมากล้อมอันดับต้น ๆ ของโลกแบบขาดลอย ซึ่งถ้ากลับมาประเด็นที่เฟซบุ๊กบ้างทั้ง Bot for Messenger และ DeepText AI ของเฟซบุ๊กนั้น (จะ) ถูกสร้างขึ้นมาด้วยเทคนิคของ Deep Learning นี้เอง โดยเฉพาะตัว DeepText AI ที่ถูกตั้งเป้าเอาไว้ว่าจะเป็นปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถวิเคราะห์ข้อความและเนื้อหาที่พวกเราโพสต์กันใน เฟซบุ๊กหรือเขียนลงใน Messenger ได้อย่างถูกต้องด้วยระดับความแม่นยำใกล้เคียงกับมนุษย์ ด้วยความรวดเร็วของการประมวลผลระดับที่วิเคราะห์ได้หลายพันโพสต์ภายในหนึ่งวินาที และด้วยความสามารถในการแปลที่รองรับการทำงานได้กว่า 20 ภาษา
          ซึ่งความน่าสนใจของ DeepText AI นั้นไม่ใช่แค่เพราะมันฉลาดที่เข้าใจข้อความตัวอักษรได้เหมือนมนุษย์เท่านั้นนะครับ แต่ที่น่าสนใจ (จนบางคนรู้สึกกังวล) คือ ในอนาคตเฟซ บุ๊กตั้งใจจะนำข้อมูลที่วิเคราะห์ได้มาผสานเข้ากับการเสนอข้อมูลหรือบริการอื่น ๆ ให้ผู้ใช้อย่างอัตโนมัติด้วย
          เช่น คุณผู้อ่านอาจเพิ่งตั้งสเตตัสบ่นไปว่าคิดถึงอยากเจอแฟนจัง ตัว DeepText AI ก็อาจช่วยเสนอบริการรถยนต์รับส่งอย่าง Uber หรือ Grab มาให้เลยทันที พร้อมถามเราเพื่อยืนยันว่าต้องการเรียกรถยนต์จริงไหม? หรือในอนาคตถ้าเราพิมพ์ข้อความลงไปว่าเราอยากจะขายสิ่งของ ระบบก็อาจจะทำการแทรกช่องทางขายของขึ้นมาให้เองได้เลย แต่ถ้าเนื้อหาที่เราพิมพ์ไปไม่ได้เป็นการขอความช่วยเหลือ เช่น อาจเป็นการพิมพ์คุยกับเพื่อนเฉย ๆ ตัว Deep Text นี้ก็จะไม่แทรกข้อความขึ้นมา เป็นต้น
          ตัวอย่างที่ผมยกมานั้นนั่นคือในแง่ มุมหนึ่งที่ DeepText AI ของเฟซบุ๊กจะสามารถช่วยเหลือเป็นประโยชน์ให้กับเราได้ แต่เราก็คงจะลืมไม่ ได้ครับว่าถ้าการที่ DeepText AI สามารถเข้าใจข้อมูลต่าง ๆ ตลอดทั้งข้อมูลความเป็นส่วนตัวของเราแถมสามารถคิดต่อไปเองได้เสมือนกับเป็นสมองของมนุษย์จริง ๆ ภัยร้ายต่าง ๆ ที่สมองมนุษย์ (ที่ไม่ดี) คิดได้ ก็อาจตามมาได้ในตัวปัญญาประดิษฐ์พวกนี้เช่นเดียวกัน
          เพราะเมื่อไม่กี่เดือนมานี้มีตัวปัญญาประดิษฐ์สำหรับแพลตฟอร์มการคุยแชตตอบโต้ทางตัวอักษรของบริษัทไมโครซอฟท์ (Microsoft) ที่ถูกมนุษย์พิมพ์คุยสอนกันไปสอนกันมาในระยะเวลาไม่นาน จากตัวปัญญาประดิษฐ์ที่ตั้งใจออกแบบมาให้เป็นวัยรุ่น สุภาพ และจิตใจดี กลายมาเป็นปัญญาประดิษฐ์ที่ตอบโต้ด้วยข้อความก้าวร้าว ดูถูก และเหยียดชาติพันธุ์กันไปเลยทีเดียวครับ จนทางไมโครซอฟท์ต้องปิดระบบลงแทบไม่ทันภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง
          เห็นไหมครับว่าโลกของเราสมัยใหม่นี้คอมพิวเตอร์ทำอะไรได้มากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อจริง ๆ ซึ่งถ้ามองในแง่ดีเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ต่าง ๆ พวกนี้ก็นำมาซึ่งโอกาสอย่างมหาศาลถ้าเราใช้ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม แต่ก็ต้องอย่าลืมครับว่าของทุกอย่างมีข้อดีก็ย่อมมีข้อเสียติดตามกันมา แม้ว่าในโลกเทคโนโลยีสารสนเทศสมัยใหม่คงเป็นเรื่องยากที่เราจะปฏิเสธนวัตกรรมในปัจจุบันที่ไร้ซึ่งพรมแดน
          แต่ผมเชื่อว่าในอนาคตเราก็คงต้องคิดให้รอบคอบ รอบตัว และรอบด้านมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า เพื่อหาทางป้องกันปัญหาที่อาจจะตามมาของตัวปัญญาประดิษฐ์ที่มนุษย์เองอาจคาดไม่ถึงกันเลย ทีเดียวก็เป็นได้ หรือคุณผู้อ่านว่าจริงไหมล่ะครับ.