สมคิดชี้เบร็กซิทดันเอเชียผงาด โรดโชว์จีน-ดึงลงทุนบิ๊กอสังหา-.ไป่ตู้.สนใจโปรโมตเอสเอ็มอีไทย

'สมคิด'ชี้อังกฤษพ้นสมาชิกอียู ส่งผลดีอนาคตเอเชียเติบโต 'คลัง'ยันเบร็กซิทกระทบไม่มาก ปัดตั้งวอร์รูมเกาะติด-รับมือสถานการณ์ นักวิเคราะห์แนะจับตาตัวเลขนักท่องเที่ยวอียู เข้าไทย
          นายกฯสั่งรับมือ'ผู้ดี'พ้นอียู
          เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีผลการทำประชามติ เสียงส่วนใหญ่ให้สหราชอาณาจักรออกจากสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ว่า ทีมเศรษฐกิจได้หารือกันอยู่แล้ว ผลกระทบต่างๆ ต่อกับประเทศไทยต้องไปดูรายละเอียด ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รายงานและชี้แจงออกมาแล้ว ส่วนนโยบายด้านการเงินเป็นเรื่องของคณะกรรมการนโยบายด้านการเงิน (กนง.) คงไปแทรกแซงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ได้สั่งการไปแล้วให้มีการเตรียมการและหามาตรการไว้
          ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีผลกระทบต่อการส่งออกของไทยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า มีอยู่แล้ว แม้แต่ช่วงยังไม่แยกออกจากอียูก็มีผลกระทบอยู่แล้ว ปัญหาอยู่ที่ว่ามีความพร้อมในการรับมือแล้วหรือยัง มีมาตรการในการลดความเสี่ยงแล้วหรือยัง กรณีส่งออกไม่ได้ สินค้าสู้คู่แข่งไม่ได้ ราคาสูงกว่าหรือไม่มีนวัตกรรมใหม่รัฐบาลปัจจุบันกำลังทำอยู่ทั้งหมด ทั้งการแก้ไขของเก่า ทำวันนี้ และเดินไปข้างหน้าอีก 20 ปี
          "มันง่ายนักหรือไม่ในการแก้ไขปัญหา ถ้ามัวมาทะเลาะเบาะแว้งกันอยู่เรื่อย ไม่เป็นเรื่องกันแบบเดิมก็ไม่ต้องทำอะไรหรอก ใครจะเอาสมองไปคิดอย่างอื่นได้ ต้องมานั่งคอยแก้ปัญหาเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องอยู่ทุกวัน ต้องช่วยกันสอนคนให้คิดเป็น สอนให้ใช้สติปัญญา อย่าใช้ความรู้สึก อย่าใช้อารมณ์ ผมไม่เคยใช้อารมณ์ แต่ผมจะใช้อารมณ์กับเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง เพราะเสียเวลาของผม" พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
          สมคิดชี้เบร็กซิทดันเอเชียโต
          นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวระหว่างนำคณะผู้ภาครัฐและเอกชนเดินทางไปชักจูงการลงทุน (โรดโชว์) ที่ประเทศจีน กล่าวปาฐกถาที่สวนวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยชิงหัว โดยมีนายหวัง จี้อู่ ประธานคณะกรรมการ บริษัท ทัช โฮลดิ้งส์ บริษัทด้านการบ่มเพาะธุรกิจ ที่จัดตั้งโดยมหาวิทยาลัยชิงหัว โดยมีผู้ประกอบการ สตาร์ตอัพของจีนเข้าร่วมฟัง ว่า แม้เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันจะมีปัญหา และล่าสุดมีกรณีเบร็กซิท แต่มั่นใจว่าอนาคตข้างหน้าภูมิภาคเอเชียจะไปได้ดี โดยเฉพาะภูมิภาคอาเซียนที่มีผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) ขยายตัว 6-8% ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกถดถอย อาเซียนจึงถือเป็นซัพพลายเชนสำคัญของภูมิภาค เป็นซัพพลายเชนของนักลงทุนจีน แต่ต้องอยู่ภายใต้ความร่วมมืออาเซียนบวก 6 (อาเซ็ป) และไทยซึ่งอยู่ศูนย์กลางของอาเซียนจะเป็นประตูที่สำคัญในการเชื่อมการลงทุนในภูมิภาค
          "เบร็กซิทเป็นเรื่องที่มีการพูดคุยมา ระยะหนึ่งแล้ว ดังนั้นเมื่อเกิดขึ้น เชื่อว่าหลายฝ่ายได้เตรียมแผนรับมือไว้แล้ว โดยเฉพาะประเทศในสหภาพยุโรป หรืออียู มีมาตรการรับมือแน่นอน เชื่อว่าความผันผวนจะเกิดขึ้นในระยะสั้น กรณีเบร็กซิทจะทำให้ทั่วโลกรู้ว่าเอเชียไรส์ จะเกิดขึ้นแทน ทำให้เศรษฐกิจเกิดความมั่นคงอีกครั้ง" นายสมคิดกล่าว
          คลังยันไม่ตั้งวอร์รูมเกาะติด
          แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังกล่าวว่า กรณีเบร็กซิทน่าจะส่งผลกระทบกับตลาดหุ้นและตลาดเงินระยะสั้น เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ตลาดหุ้นไทยก็กลับมาบวกอีกครั้ง เท่าที่กระทรวงการคลังประเมินจะไม่เกิดผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจไทย ดังนั้น คงไม่จำเป็นต้องตั้งเป็นวอร์รูมระดับรัฐบาลเพื่อติดตามเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม กรณีอังกฤษออกจากการเป็นสมาชิกของอียู จะมีผลต่อเมื่อสภาของอังกฤษอนุมัติ รวมถึงต้องมีการปรับแก้กฎหมายหลายเรื่องเกี่ยวกับประเทศคู่ค้า ซึ่งหากมีผลกระทบต่อภาพรวมอียูแล้ว ก็อาจจะส่งผลกระทบกับไทยบ้าง โดยเฉพาะในเรื่องของการส่งออก แต่การส่งออกของไทยไปอียูยังไม่มาก ดังนั้น ผลกระทบ ก็ไม่น่าจะมาก
          ส่วนกรณีภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ที่การขยายเวลาจัดเก็บในอัตรา 7% จะสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายนนี้ แหล่งข่าวกล่าวว่า ภายในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม กระทรวงการคลังจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อต่ออายุแวตอีก 1 ปี จนถึง 30 กันยายน 2560 หลังจากนั้นคงขึ้นอยู่กับรัฐบาลชุดใหม่มาตัดสินใจ
          ชี้เอกชนรับมือก่อนหน้าแล้ว
          ว่าที่ ร.อ.จิตร์ ศิรธรานนท์ ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคกลาง หอการค้าไทย กล่าวว่า แม้ขณะนี้เรื่องเบร็กซิทยังไม่กระทบโดยตรงภาคผลิตและการส่งออกของไทย แต่จากที่สอบถามผู้ประกอบการในภาคกลาง ส่วนใหญ่ไม่ได้วางใจ เพราะยังไม่รู้ทิศทางและผลกระทบจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐจะได้รับผลกระทบนานแค่ไหน รวมถึงความผันผวนของตลาดหุ้นและราคาทองคำ อาจกระทบต่อคำสั่งซื้อล่วงหน้า แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ก็ได้ประเมินและเตรียมรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากเบร็กซิทก่อนหน้านี้แล้ว
          โบรกฯเชื่อไม่ลามศก.โลก
          ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ร่วมกับสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน จัดแถลงข่าววิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจหลังการลงประชามติของสหราชอาณาจักรเพื่อออกจากสหภาพยุโรปอย่างเป็นทางการ "Brexit-เมื่ออังกฤษออกจาก EU" โดยนายไพบูลย์ นลินทรางกูร นายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิสโก้ จำกัด กล่าวว่า ผล กระทบจากเบร็กซิทจะสร้างความผันผวนให้กับเศรษฐกิจและเสถียรภาพทางการเมืองของอังกฤษ แต่เชื่อว่าจะไม่ลุกลามไปถึงเศรษฐกิจโลก ธนาคารพาณิชย์และธนาคารกลางต่างๆ ของโลกรับมือได้ แต่หากประเทศอื่นในกลุ่มอียูออกตามอังกฤษ จะมีผลกระทบรุนแรงต่อสถาบันการเงินและกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจโลกได้
          นายไพบูลย์กล่าวว่า สำหรับประเทศไทยประเมินว่าแทบไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากค้าขายกับอังกฤษประมาณ 1.8% ของมูลค่าการค้าขายทั้งหมด และไทยมีมูลค่าการค้ากับอียูคิดเป็น 10% ส่วนตัวมองว่าไทยจะสามารถรับวิกฤตครั้งนี้ได้ แต่สิ่งที่ต้องจับตาคือ ตัวเลขนักท่องเที่ยวอียูมาไทยจะลดลงด้วยหรือไม่
          หุ้นดีดขึ้น-ราคาทองบวกต่อ
          ด้านบรรยากาศการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์วันนี้ ผู้สื่อข่าวรายงายงานว่า ช่วงเปิดตลาดดัชนีร่วงลงมาซื้อขายในแดนลบและทำจุดต่ำสุดของวันที่ 1,410.08 จุด และพลิกกลับขึ้นมาซื้อขายในแดนบวกตลอดวัน ทำจุดสูงสุดของวันที่ 1,426.68 จุด และปิดวันที่ 1,424.31 จุด เพิ่มขึ้น 11.12 จุด หรือ 0.79% มูลค่าการซื้อขาย 44,796.22 ล้านบาท นักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ 4,501.51 ล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ 751.40 ล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 1,323.91 ล้านบาท นักลงทุนภายในประเทศขายสุทธิ 2,426.19 ล้านบาท
          สำหรับราคาทองคำประกาศโดยสมาคมค้าทองคำ วันนี้ราคาเปลี่ยนแปลง 2 ครั้ง ปรับเพิ่ม 250 บาท 1 ครั้งและลดลง 50 บาท 1 ครั้ง ทำให้ราคาทองคำเพิ่มขึ้นจากวันก่อนหน้าบาทละ 200 บาท ราคาทองคำแท่ง 96.5% รับซื้อบาทละ 22,050 บาท ขายออกบาทละ 22,150 บาท ทองรูปพรรณ 96.5% รับซื้อบาทละ 21,648.48 บาท ขายออกบาทละ 22,650 บาท ทองคำโลกอยู่ที่ 1,324.50 บาท เงินบาทแข็งค่ามาอยู่ที่ 35.36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
          ต่างประเทศยังผันผวน
          ด้านกระทบจากเบร็กซิทในต่างประเทศ สำนักข่าวเอเอฟพีและรอยเตอร์รายงานว่า เงินปอนด์อังกฤษร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 30 ปี ขณะที่ตลาดหุ้นส่วนใหญ่ยังคงร่วงลง และคาดว่าความไม่แน่นอนจะมีอยู่เป็นเวลาหลายเดือน
          ค่าเงินปอนด์ร่วงลง 2% ในระหว่างการซื้อขายภาคเช้าในตลาดเอเชีย จากการที่นักลงทุนแห่เข้าถือสินทรัพย์ที่ถูกพิจารณาว่าปลอดภัย อาทิ เงินสกุลเยนญี่ปุ่น และทองคำ ทั้งนี้ การตัดสินใจในการลงประชามติของชาวอังกฤษ ส่งผลให้มูลค่าตลาดหุ้นทั่วโลกเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน หายไปทันที 2.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 74 ล้านล้านบาท) และส่งให้ค่าเงินปอนด์ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 31 ปี ก่อนที่จะดีดตัวกลับขึ้นมาเล็กน้อยในช่วงปิดตลาดจากคำมั่นสัญญาเรื่องมาตรการรับมือของธนาคารกลางใหญ่หลายแห่ง
          นางคริสตีน ลาการ์ด กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) กล่าวว่า ตลาดการเงินประเมินผลลัพธ์ที่ออกมาของเบร็กซิทเลวร้ายเกินไปมาก สถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นตื่นตระหนก
          ขณะที่บรรดาธนาคารกลางได้ทำหน้าที่ของตนเอง ด้วยการยืนยันว่ามีเงินเสริมสภาพคล่องจำนวนมาก เตรียมพร้อมไว้เผื่อกรณีฉุกเฉินอยู่แล้ว และบรรดาผู้กำหนด นโยบายได้ทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างความมั่นใจว่า สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ และสถานการณ์ถูกควบคุมไว้ได้
          'สมคิดดันเขตศก.ตะวันออก
          สำหรับภารกิจของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นำคณะทั้งภาครัฐและเอกชนไทย เดินทางไปชักจูงการลงทุน (โรดโชว์) อุตสาหกรรมเป้าหมายของไทย ณ กรุงปักกิ่ง และนครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 26-30 มิถุนายน โดยช่วงเช่าวันนี้ที่โรงแรม ไชน่า เวิลด์ นายสมคิดได้พบปะผู้แทนบริษัท ไชน่า ฟอร์จูน แลนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ (ซีเอฟแอลดี) ธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของจีน และผู้แทนธนาคารไอซีบีซี สถาบันการเงินอันดับหนึ่งของจีน
          จากนั้น นายสมคิดให้สัมภาษณ์ ว่า การเดินทางมาจีนครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกหลังเข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี เชื่อว่าจะเป็นเวลาที่เหมาะสม เพราะไทยกำลังขับเคลื่อนนโยบายต่างๆไปข้างหน้า โดยเฉพาะนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก(อีอีซี)
          บิ๊กอสังหาฯจีนสนเข้าลงทุน
          นายสมคิดกล่าวว่า สำหรับการหารือกับบริษัท ไชน่า ฟอร์จูน แลนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ (ซีเอฟแอลดี) ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาพื้นที่เขตอุตสาหกรรม การสร้างเมือง และศูนย์นวัตกรรม ล่าสุดซีเอฟแอลดีมีความสนใจเข้ามาตั้งเขตอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก หลังรับทราบนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก โดยจะดึงบริษัท ในจีน 3-4 รายเข้าไปลงทุนด้วย นอกจากนี้จะร่วมกับเอกชนไทยในการลงทุนครั้งนี้ ด้วย
          "รูปแบบการลงทุนคงไม่ใช่การจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมของจีนโดยตรง แต่จะเป็นรูปแบบการร่วมกับพาร์ตเนอร์ในการพัฒนาเขตอุตสาหกรรมมากกว่า" นายสมคิดกล่าว
          นายสมคิดกล่าวว่า นอกจากนั้นได้หารือกับธนาคารไอซีบีซี ซึ่งมีสาขาในประเทศไทยอยู่แล้ว แสดงความสนใจเข้ามาลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเช่นกัน โดยเร็วๆ นี้ธนาคารจะจัดสัมมนาใหญ่ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) โดยธนาคารจะเชิญลูกค้าจีนเข้ามาร่วมสัมมนา และดูลู่ทางการลงทุนด้วย
          ลงนามร่วมมือเทคโนโลยี
          ต่อมา คณะของนายสมคิดเดินทางไปยังสำนักงานอธิการบดีมหาวิทยาลัยชิงหัว มหาวิทยาลัยรัฐชั้นนำของจีน มุ่งเน้นด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรมศาสตร์ โดยมีนายซือ อี้กง รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยชิงหัว ให้การต้อนรับ พร้อมร่วมหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกัน ซึ่งมีผู้บริหารระดับสูงจากเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เข้าร่วมด้วย คือ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ และนายสุภกิต เจียรวนนท์ รองประธานกรรมการบริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ บุตรชายคนโตที่ดูแลธุรกิจซีพีในจีน จากนั้นนายสมคิดร่วมเป็นสักขีพยานการลงนามเอกสารแสดงเจตจำนงความร่วมมือระหว่างสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) และมหาวิทยาลัยชิงหัว
          ดึงไป่ตู้ช่วยเอสเอ็มอีไทย
          หลังจากนั้น ผู้บริหารบริษัท ไป่ตู้ จำกัด ผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่นและเซิร์ช เอนจิน อันดับหนึ่งของจีน เข้าพบและหารือกับนายสมคิด พร้อมด้วยนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) และคณะ ถึงแนวทางที่บริษัทไป่ตู้จะเข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่เป็นนโยบายของรัฐบาลไทย
          นายอุตตมกล่าวว่า บริษัทไป่ตู้สนใจเข้าลงทุนในไทย ซึ่งนายสมคิดระบุระหว่างหารือว่าอยากให้บริษัท ไป่ตู้ พิจารณาสินค้าไทยที่ผลิตจากผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ไทย โดยช่วยสนับสนุนให้เป็นที่รู้จักในตลาดต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดจีน โดยทางบริษัทไป่ตู้ตอบรับว่ามีความยินดี หากมีผู้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าเอสเอ็มอีไทย เพื่อให้สามารถนำข้อมูลเผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์
          "ฝ่ายไทยโดยกระทรวงไอซีที จะมอบซิป้า (สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ) เป็นผู้ประสานงานกับหน่วยงานเกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งปัจจุบันการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กำลังเริ่มความร่วมมือกับไป่ตู้ ในการจัดทำข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวเข้าระบบที่เรียกว่าไป่ตู้แมป ในภาษาอื่นๆ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้มีข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งท่องเที่ยวไทยแพร่หลายมากขึ้น ซึ่งจะต่อยอดสู่สินค้าชุมชนด้วย" นายอุตตมกล่าว
--จบ--