กสทช.เล็งรื้อสัญญา"ไทยคม''ประจิน"ให้แนวทางกลับไปใช้สัมปทาน เก็บค่าธรรมเนียม20.5%จากที่จ่ายอยู่5.75%

'ประจิน' ให้การบ้าน กสทช.หาแนวทางยกเลิกระบบใบอนุญาตดาวเทียม ที่ไทยคมจ่ายถูกแค่ 5.75% กลับมาใช้ระบบสัญญาสัมปทานที่เคยจ่าย 20.5% พร้อมทำสัญญาฉบับใหม่ Deep of Agreement เรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น ไม่ให้รัฐเสียเปรียบ
          เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า เช้าวันเดียวกันนี้ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมายังสำนักงาน กสทช. เพื่อหารือกับ พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี ประธาน กสทช. และ พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธาน กสทช. และประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ในประเด็นแนวทางกำกับดูแลและบริหารงานกิจการอวกาศ รวมถึงการจัดสรรเงินเข้ากองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (กองทุนยูเอสโอ) โดย พล.อ.อ.ประจินเสนอแนวทางเกี่ยวกับการกำกับดูแลทั้ง 2 เรื่อง ใน 2 แนวทาง คือ 1.ให้ดาวเทียมไทยคม 7 ที่ยิงขึ้นวงโคจรเมื่อปี 2555 และเปิดให้บริการปี 2557 และดาวเทียมไทยคม 8 ที่ยิงขึ้นวงโคจรเมื่อช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา กลับไปอยู่ภายใต้ระบบสัญญาสัมปทานเดิม แทนระบบใบอนุญาตในปัจจุบัน โดยต้องจ่ายค่าสัมปทานในอัตรา 20.5% จากรายได้รวมต่อปีจนหมดอายุสัมปทานในปี 2564
          "ช่วงก่อนหน้ามี พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 (พ.ร.บ.กสทช.) กิจการดาวเทียมอยู่ในระบบสัญญาสัมปทาน มีอายุสัมปทาน 30 ปี คือตั้งแต่ปี 2534-2564 เมื่อมี พ.ร.บ.กสทช.ออกมาได้เปลี่ยนแปลงเป็นระบบใบอนุญาต ผู้ประกอบการดาวเทียมจ่ายเป็นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตในอัตรา 2% ต่อปี และนำเงินเข้ากองทุนยูเอสโอ เพิ่มอีกในอัตรา 3.75% ต่อปี ทำให้รัฐบาลมีรายได้จากกิจการดาวเทียมน้อยลง" นายฐากรกล่าว
          นายฐากรกล่าวถึงแนวทางที่ 2
          คือถ้าไม่สามารถกลับไปอยู่ภายใต้ระบบสัญญาสัมปทานแบบเดิม ขอให้กระทรวงไอซีทีมีหน้าที่กำหนดเงื่อนไขใหม่โดยทำสัญญาเป็น Deep of Agreement เพื่อกำหนดเงื่อนไขให้จ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มมากขึ้น รวมถึงต้องเปิดให้บริการกับภาครัฐด้วยเพื่อให้รัฐได้ผลประโยชน์ไม่น้อยกว่าค่าสัมปทานที่เคยได้รับ ทั้งนี้จะนัดผู้ประกอบการดาวเทียมที่มีเพียงรายเดียว คือ บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) มาหารือ "หลังปี 2564 จะใช้สัญญา Deep of Agreement เป็นมาตรฐานในการจัดเก็บรายได้เข้ารัฐ เพื่อให้รัฐมีรายได้ไม่น้อยกว่าการเก็บสัญญาสัมปทาน และผมได้เสนอให้รัฐบาลยกร่างเป็น พ.ร.บ.ประกอบกิจการอวกาศ ดีกว่าแก้ไข พ.ร.บ.กสทช.ฉบับใหม่ เพราะอาจจะแก้ได้เพียง 1-2 มาตราเท่านั้น" นายฐากรกล่าว
          นายฐากรกล่าวถึงเงินในกองทุนยูเอสโอว่า พล.อ.อ.ประจินมีความเป็นห่วงว่าจะทับซ้อนกับโครงการบรอดแบนด์แห่งชาติงบประมาณ 15,000 ล้านบาท ที่จะมีการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านโครงข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงครบทุก 70,000 หมู่บ้าน จึงกำชับให้รองปลัดกระทรวงไอซีทีหารือกับ กสทช. ทั้งนี้ได้แจ้ง พล.อ.อ.ประจินแล้วว่า กสทช.ได้ศึกษาพื้นที่เพื่อไม่ให้ทับซ้อนเรียบร้อยแล้ว