ผลพวง4G/นโยบายศก.ดิจิตอลดันมูลค่าตลาดสื่อสารไทยเติบโตเฉียด 6 แสนล้านบาท

สำนักงาน กสทช. ร่วมกับ สวทช. เผยผลสำรวจมูลค่าตลาดสื่อสารปี 59 ตลาดยังสดใสมูลค่าเฉียด 6 แสนล้านบาท เติบโต 11.5% ผลพวงจาก 4G และนโยบายดิจิตอลอีโคโนมี เผยเครื่องลูกข่ายมีแนวโน้มแบบชะลอตัว
          ดร.กษิติธร ภูภราดัย ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายวิจัยนโยบาย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดเผยว่า ผลการสำรวจมูลค่าตลาดสื่อสารในครั้งนี้ สวทช. ภายใต้สังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงาน กสทช. (สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม) และหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้แก่ สมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย (ATCI) สมาคมโทรคมนาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ (TCT) และสมาคมเคเบิลลิ่งไทย (TCA) โดยเริ่มจัดเก็บข้อมูลระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ - เมษายน 2559
          โดยเน้นการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ประกอบการรายสำคัญในอุตสาหกรรม แล้วนำมาประมวลผลร่วมกับข้อมูลทุติยภูมิอื่นๆ รวมถึงการจัดประชุมระดมความคิดเห็นเพื่อตรวจทานความถูกต้องของข้อมูลเมื่อปลายเดือนเมษายน 2559 ที่ผ่านมา โดยการสำรวจมูลค่าตลาดสื่อสารปีนี้เป็นปีที่ 2 ที่ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงาน กสทช. ตามระยะเวลาโครงการสำรวจข้อมูลอินเตอร์เน็ตและศึกษามูลค่าตลาดสื่อสารของประเทศไทย 3 ปี (ปี 2557 - 2559)
          นายศุภชัย สัจไพบูลย์กิจ เลขาธิการ สมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย และที่ปรึกษาโครงการสำรวจฯ เปิดเผยว่า ภาพรวมมูลค่าตลาดสื่อสารในปี 2558 สำหรับในปี 2559 คาดการณ์ว่า มูลค่าตลาดสื่อสารจะสามารถเติบโตได้ 11.5% หรือมีมูลค่า 5.9 แสนล้านบาท โดยมีปัจจัยสำคัญจากแรงกระตุ้นของการขยายโครงข่าย 3จี/4จี การดำเนินนโยบายดิจิตอลอีโคโนมีด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการให้ความสำคัญต่อการเปลี่ยนรูปแบบการบริหารจัดการองค์กร และการให้บริการให้เป็นดิจิตอลมากยิ่งขึ้น
          อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากสภาวะทางเศรษฐกิจยังเป็นแรงกดดันการเติบโตของตลาดสื่อสาร ขณะเดียวกันหากภาคธุรกิจและภาครัฐไม่สามารถปรับตัวได้ทันต่อการแข่งขันในยุคดิจิตอล จะเป็นอีกข้อจำกัดต่อการเติบโตทั้งในมูลค่าตลาดสื่อสาร และของตัวภาคธุรกิจนั้นๆ เอง
          ด้านตลาดอุปกรณ์สื่อสารในปี 2558 มีสัดส่วนมูลค่าตลาด 42.3% ของตลาดสื่อสารภาพรวม โดยที่น่าสนใจคือ การลงทุนขยายโครงข่าย 3G/4G สะท้อนให้ตลาดอุปกรณ์ไร้สาย ปี 2558 มีการเติบโต 31.0% หรือมีมูลค่า 3.5 หมื่นล้านบาท และคาดว่าการขยายโครงข่าย 4G จะผลักดันให้ตลาดปี 2559 เติบโตอีก 42.0% คิดเป็นมูลค่า 5 หมื่นล้านบาท ในส่วนของตลาดอุปกรณ์โครงข่ายหลักปี 2558 มีการเติบโต 9.3% หรือมีมูลค่า 6.9 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นอุปกรณ์ Core Network (อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของเครือข่ายทั้งหมด) มีมูลค่า 4.5 หมื่นล้านบาท และ Cabling (สาย) 2.4 หมื่นล้านบาท
          โดยคาดการณ์ว่าปี 2559 ตลาดอุปกรณ์โครงข่ายหลักจะเติบโตได้ถึง 13.1% หรือมีมูลค่า 7.8 หมื่นล้านบาท สำหรับตลาดอุปกรณ์ใช้สายปี 2558 มีการเติบโต 7.0% หรือมีมูลค่า 1.6 หมื่นล้านบาท และคาดว่าปี 2559 จะสามารถเติบโตอีก 12.2% หรือมีมูลค่า 1.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งการเติบโตของตลาดอุปกรณ์โครงข่ายหลัก และตลาดอุปกรณ์สื่อสารใช้สายนั้น จะได้รับแรงกระตุ้นจากนโยบายดิจิตอลอีโคโนมี ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิตอลของรัฐบาล ทั้งการขยายบริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงทุกหมู่บ้าน การพัฒนาบริการดาต้าเซ็นเตอร์ และระบบคลาวด์ ของภาครัฐ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มมีเม็ดเงินลงทุนจากนโยบายดังกล่าวภายในปี 2559 นี้
          สิ่งที่น่าสนใจจากผลการสำรวจอีกด้านหนึ่งคือ ตลาดเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่มีแนวโน้มเติบโตแบบชะลอตัวลง โดยในปี 2558 มีการเติบโต 12.9% หรือมีมูลค่า 1.03 แสนล้านบาท และคาดว่าในปี 2559 จะมีการเติบโต 3.1% หรือมีมูลค่า 1.06 แสนล้านบาท ทั้งนี้พบว่ามูลค่าตลาดเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ส่วนใหญ่เป็นตลาดโทรศัพท์สมาร์ทโฟนขณะที่ตลาดฟีเจอร์โฟนในปี 2558 มีมูลค่า 675 ล้านบาท โดยคาดการณ์ว่าปี 2559 จะเหลือมูลค่าตลาดเพียง 260 ล้านบาทการชะลอตัวของตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นผลจากระดับราคาเครื่องมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ ทั้งจากการส่งเสริมการขายของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ค่ายต่างๆ เอง และการเข้ามาทำตลาดของเครื่องราคาถูกที่มากขึ้น นอกจากนี้ภาวะเศรษฐกิจยังมีส่วนสำคัญที่ทำให้การตัดสินใจเปลี่ยนเครื่องโทรศัพท์ราคาสูงของผู้บริโภคทำได้ยากขึ้นด้วย ขณะที่ตลาดเครื่องโทรศัพท์ประจำที่ยังมีแนวโน้มหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2558 หดตัวติดลบ 14.1% มีมูลค่า 1,295 ล้านบาท และคาดว่าในปี 2559 จะหดตัวติดลบ 10.9%
          ทั้งนี้ ในปี 2558 พบว่า ภาคครัวเรือนยังคงเป็นกลุ่มผู้ใช้จ่ายหลักในตลาดสื่อสาร โดยมีสัดส่วนการใช้จ่าย 55.7% ต่อมูลค่าตลาดสื่อสารภาพรวม ซึ่งสัดส่วนดังกล่าวมีทิศทางลดลงจากปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการใช้จ่ายกลุ่มครัวเรือนที่ลดลง ประกอบกับระดับราคาของผลิตภัณฑ์และบริการมีแนวโน้มลดลงจากการแข่งขันทางด้านราคา จึงส่งผลต่อสัดส่วนการใช้จ่ายภาคครัวเรือน ขณะที่ภาคธุรกิจเอกชนและภาครัฐ มีสัดส่วนการใช้จ่าย 44.3% ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น โดยส่วนใหญ่เกิดจากการพัฒนาโครงข่ายการให้บริการของผู้ให้บริการโทรคมนาคม และอีกส่วนที่สำคัญคือการลงทุนปรับเปลี่ยนและยกระดับการใช้เทคโนโลยีในองค์กรที่เริ่มเห็นอยู่บ้าง แม้การทำธุรกิจจะยากลำบากในสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวก็ตาม