"เอสเอพี"ชี้เทรนด์ลงทุนไอที มุ่ง"คลาวด์-ไอโอที-โมบาย"

 เร่งดันโซลูชั่นใหม่ หนุนเอสเอ็มอี โตแกร่ง ยุค ศก.ดิจิทัล
          "เอสเอพี" คาดลงทุนไอทีไทยยังขยาย ส่งโซลูชั่นใหม่พร้อมดิจิทัลเฟรมเวิร์คหนุน ผู้ประกอบการไทยโตแกร่งยุคเศรษฐกิจ ดิจิทัล ชี้ผู้บริหารเริ่มให้ความสำคัญ แต่ยังกลัวความเสี่ยง  ระบุเทรนด์เด่นลงทุน ไอที คลาวด์ ไอโอที โมบาย ระบบวิเคราะห์ข้อมูล มาแรง
          นายนพดล เจริญทอง ผู้อำนวยการฝ่ายขาย กลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม บริษัท เอสเอพี(ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ เอสเอ็มอีในประเทศไทยเริ่มมีการตระหนักรู้ และเห็นถึงความสำคัญของการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยยกระดับธุรกิจกันมากขึ้น ตามลำดับแล้ว
          โดยภาพรวมการลงทุนไอทีของประเทศไทยในกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีปีนี้ คาดว่า ยังคง ขยายตัวต่อเนื่อง ด้วยผู้ประกอบการมี เป้าหมายที่ต้องการเติบโต ทั้งกำลังเร่ง เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับโอกาสทางธุรกิจที่จะเข้ามาในอนาคตพร้อมอยู่รอดในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล
          นอกจากนี้ เทคโนโลยีใหม่อย่างคลาวด์ เปิดทางเลือกให้ลงทุนได้อย่างยืดหยุ่น ประหยัดกว่าเดิมด้วยโมเดลแบบเช่าใช้
          "ที่ผ่านมาผมพบว่า มีลูกค้าการเข้ามา สอบถามมาก อีกทางหนึ่งคู่ค้าเริ่มลงทุน เพื่อให้การศึกษาลูกค้าเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น"
          ปัจจุบัน ธุรกิจเอสเอ็มอีในไทยมีสัดส่วนมากถึง 99% สร้างผลกระทบจีดีพี 40% การจ้างงาน 75%
          กระแสดังกล่าวสอดคล้องไปกับเทรนด์ระดับเอเชีย ที่การนำเอาดิจิทัลมาใช้มีอัตราการเติบโตสูงมาก ขณะเดียวกันมีบทบาทสำคัญในการเข้ามาสร้างจุดเปลี่ยน
          เอสเอพี คาดการณ์ว่าเมื่อถึงปี 2562 ทั่วเอเชียจะมีผู้ใช้สมาร์ทโฟนกว่า 1,500 ล้านราย ปี 2568 มูลค่าการลงทุนเพื่อเป็น คอนเน็คเต็ดซิตี้ จะสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ การเติบโตที่น่าสนใจมีทั้งส่วนของโมบาย และอีคอมเมิร์ซ
          ปัจจุบัน เอสเอ็มอีในเอเชียมีสัดส่วนอยู่กว่า 96% สร้างผลกระทบต่อจีดีพีราว 42% ก่อให้เกิดการจ้างงาน 62% จากการสำรวจต่างเริ่มตระหนักแล้วว่าไอทีมีส่วนต่อการสร้างการเติบโตให้ธุรกิจและเป็นเรื่องจำเป็นต้องลงทุนอย่างเป็นรูปธรรม
          ส่วนเทรนด์การลงทุนที่สำคัญของปีนี้ ประกอบด้วย คลาวด์ การลงทุนเพื่อทำตลาด ระดับภูมิภาคหรือทั่วโลก อินเทอร์เน็ต ออฟธิงส์ โมบาย เทคโนโลยีการวิเคราะห์ ข้อมูล การยกระดับเครือข่ายทางธุรกิจทั้ง บีทูบีและบีทูซี
          สำหรับบทบาทของเอสเอพี ที่สำคัญคือเข้าไปช่วยเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล ผลักดันให้นำไอทีไปยกระดับธุรกิจ ขณะเดียวกันรองรับการเติบโตในอนาคต
          โดยสินค้าไฮไลต์คือ "เอสเอพี เอส4 ฮาน่า (S/4 HANA)" ที่จะเข้าไปช่วยให้การประมวลผล วิเคราะห์ข้อมูลรวมถึงความเร็วการทำงานดีขึ้น พร้อมกันนี้มีเฟรมเวิร์คทางดิจิทัล ที่ออกแบบมาช่วยให้เอสเอ็มอีสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ได้เร็วขึ้น ทว่ามีความเสี่ยงน้อยที่สุด
          ทั้งนี้ สินค้าและบริการของบริษัทครอบคลุมระบบอีอาร์พีทั้งบัญชี จัดซื้อ ขาย ผลิต ซ่อมบำรุง การบริหารจัดการคุณภาพ และซีอาร์เอ็ม การเข้าไปทำงานและติดตั้งระบบใช้เวลาเริ่มต้น 2 สัปดาห์ แต่ถ้ามีความซับซ้อนมากอาจมากถึง 6 เดือน ด้านราคาขึ้นอยู่กับงาน
          ขณะที่แนวทางการทำตลาด กลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอีจะทำผ่านคู่ค้าซึ่งขณะนี้ที่สามารถสนับสนุนธุรกิจในไทยได้มีอยู่มากกว่า 30 ราย หากเป็นกลุ่มลูกค้าเอ็นเตอร์ไพรซ์จะเข้าไปเองโดยตรง
          ปัจจุบัน ลูกค้าที่เป็นธุรกิจเอสเอ็มอีของเอสเอพีในประเทศไทยมีอยู่มากกว่า 2,000 ราย ปีนี้คาดว่าจะเติบโตทั้งส่วนของฐานลูกค้าเดิมซึ่งจะต่อยอดการใช้งานคลาวด์โซลูชั่น รวมถึงมีลูกค้ารายใหม่ๆ เข้ามา ผลการศึกษาของเอสเอพีร่วมกับไอดีซี ระบุด้วยว่า 29% ของผู้นำเอสเอ็มอีธุรกิจในเอเชียแปซิฟิกเสียเวลาส่วนมากไปกับการบริหารจัดการปฏิบัติงานในแต่ละวันแทนที่จะวางแผนสำหรับการเติบโตธุรกิจ
          อย่างไรก็ดี จากการศึกษามีผู้บริหารจำนวนเกินครึ่งยังไม่ได้จัดความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสู่ระบบดิจิทัลในระบบบริหารเป็นอันดับแรก กว่า 1 ใน 4 ยังไม่เห็นคุณค่าของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่เนื่องมาจากความกังวลด้านความเสี่ยง