"SYNEX"ควง"AIT-MFEC"รุกขยายโครงสร้างไอทีรัฐ

 ทันหุ้น - ชี้ SYNEX จับมือ AIT-MFEC ร่วมประมูลโครงการไอทีภาครัฐ เหตุครึ่งปีหลังรัฐเข็นงบประมาณปูทางโครงสร้างไอทีให้เป็นวาระแห่งชาติแย้มผนึก "Huawei" หนุนยอดขายโตกระฉูดแถมภาษีดีกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ไต้หวัน หนุนรับงานระบบโลก โบรกชี้ไฮซีซันดันผลงานงบQ2/2559 ร้อนแรงส่อแววทั้งปี 2559 กำไรโตเร้าใจ 500 ล้านบาท พิกัดราคาเกิน 10 บาท
          แหล่งข่าววงการอุตสาหกรรม เปิดเผยกับ "หนังสือพิมพ์รายวันทันหุ้น" ว่า ขณะนี้ "บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SYNEX" ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกหลากหลายประเภท อยู่ระหว่างพิจารณาจับมือกับ บริษัท แอ๊ดวานซ์ อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ AIT และ บริษัท เอ็ม เอฟ อี ซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFEC เพื่อร่วมมือเข้าประมูลงานโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบไอทีของภาครัฐบาล
          ฮุบบิ๊กโปรเจ็กต์รัฐ
          เนื่องด้วยในช่วงที่ผ่านมา ภาครัฐบาลได้ออกงบประมาณเพื่อขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟฟ้าสายต่างๆ รถไฟรางคู่ และ รถไฟความเร็วสูง เป็นต้น แต่เพื่อเดินหน้าประเทศชาติและผลักดันภาพเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงเพื่อก้าวสู่มหานครแห่งอาเซียนนั้น โดยในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2559 นี้ โปรเจ็กต์ต่อไปที่ภาครัฐบาลจะขับเคลื่อน คือ การออกงบประมาณเพื่อเดินหน้าโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น ดังนั้นจะเริ่มเห็นการประมูลโครงการไอทีเข้าสู่ระบบมากขึ้นนับตั้งช่วงครึ่งปีหลังเป็นต้นไป
          ดังนั้นจึงเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่ SYNEX จะจับมือ AIT และ MFEC เพื่อก้าวเข้าสู่การร่วมประมูลงานโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที อย่างไรก็ดีการเข้าไปมีส่วนร่วมของ SYNEX ในครั้งนี้บริษัทไม่ได้เข้าไปประมูลเพื่อรับงานโดยตรง แต่จะเป็นซับคอนเทรกต์ให้กับกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ได้รับงาน โดย SYNEX จะจำหน่าย "อุปกรณ์วางระบบและอุปกรณ์เกี่ยวข้องทุกชนิด" นับเป็นก้าวสำคัญที่จะสนับสนุนพอร์ตกำไรและรายได้ของ SYNEX ในระยะอันใกล้นี้และต่อเนื่องไปอีก 3 ปีข้างหน้า
          ภาษีดีทุนไต้หวันหนุน
          พร้อมกันนี้ในกรณีที่ SYNEX ร่วมมือพาร์ตเนอร์จากประเทศจีนคือ "Huawei" โดยทาง SYNEX ทำหน้าที่เป็นผู้จัดจำหน่ายหลักให้กับผลิตภัณฑ์แบรนด์ดังกล่าวนั้น ปัจจุบัน Huawei จัดอยู่ในอันที่ 3 รองจากที่ 1 คือ ซัมซุง และที่ 2 อย่าง ไอโฟน ทำให้ขณะนี้ทีมผู้บริหารของ "Huawei" เร่งทำการตลาดเพื่อชิงส่วนแบ่งทางการตลาด (มาร์จิ้นแชร์) อย่างจริงจัง และล่าสุดมีเป้าหมายรุกตลาดในประเทศไทยและอาเซียนอย่างเต็มกำลังด้วย
          ดังนั้นการที่ "Huawei" เน้นตลาดเชิงรุก ประกอบกับความนิยมของ "Huawei" เริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้น จึงทำให้ยิ่งส่งผลดีต่อ SYNEX เนื่องด้วยปัจจุบันบริษัทมีฐานลูกค้าที่เป็นร้านค้าปลีกและค้าส่งทั่วประเทศมากกว่า 5,000 ราย ทำให้ SYNEX สามารถแซงผลิตภัณฑ์แบรนด์ "Huawei" ในช็อปของฐานลูกค้าได้  ซึ่งนับเป็นบริษัทที่มีช็อปมากที่สุด จึงเป็นตัวแปรสำคัญที่ผลักดันฐานกำไรและรายได้ในปี 2559 เป็นต้นไป
          โดยไม่เพียงเท่านั้นการที่ SYNEX อยู่ภายใต้ "กลุ่มซินเน็คไต้หวัน" ซึ่งเป็นผู้วางระบบไอทีรายใหญ่เป็นอันดับ 2-3 ของโลก นับเป็นสร้างโอกาสให้ SYNEX สามารถรับงานระดับโลก และแบรนด์ระดับโลกได้มากขึ้น รวมถึงขณะนี้ SYNEX ได้ใบอนุญาตจาก "กลุ่มซินเน็คไต้หวัน" เพื่อเข้าไปขยายตลาดอินโดไชน่าด้วย อย่าง พม่า กัมพูชา และ ลาว ซึ่งการขยายตลาดครั้งนี้จะสร้างรายได้ให้เติบโตร้อนแรงในปี 2560 เป็นต้นไป เพราะเป็นตลาดที่ใหญ่ความต้องการสูง "หลายเท่าตัว"
          โชว์กำไรโตกระฉูด
          นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง กล่าวว่า ฝ่ายวิจัยแนะนำ "ซื้อ" SYNEX เป้าหมายปี 2559 มากกว่า 10 บาท จากปัจจัยเชิงบวกข้างต้น และการขยายธุรกิจอย่างรอบด้าน ประกอบการกับการบริหารจัดการต้นทุนอย่างดีเยี่ยม ปรับลดค่าใช้จ่ายในการบริการลง ทำให้ปี 2559 รายได้รวมมีโอกาสสูงกว่าเป้าหมายที่ผู้บริหารตั้งเป้าไว้ที่ 2.3 หมื่นล้านบาท และคาดกำไรทั้งปีจะแตะที่ระดับ 500 ล้านบาท เติบโต 40% จากปีก่อน พร้อมกันนี้ประเมินว่าสิ้นไตรมาส 2/2559 กลุ่มนักวิเคราะห์จะออกมาปรับเพิ่มประมาณการณ์หุ้น SYNEX ในลำดับถัดไป
          นายณัฐชาต เมฆมาสิน นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด กล่าวว่า ฝ่ายวิจัยแนะนำ "เพิ่มน้ำหนัก" เข้าลงทุนในหุ้น SYNEX เพราะคาดว่าผลประกอบการไตรมาส 2 และ 3/2559 น่าติดตาม เนื่องจากเป็นช่วง High Season ของบริษัท เนื่องจากภาคธุรกิจจะเติบโตต่อเนื่อง
          พร้อมกันนี้ SYNEX จะได้รับอานิสงส์สินค้าไอทียังคงมีความต้องการสูง และยังมีปัจจัยที่สนับสนุน SYNEX อาทิ 1. ยอดขายโตได้อย่างต่อเนื่องท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ 2. สามารถเพิ่มการขายจากสินค้ากลุ้ม Commercial มากขึ้น 3.ปรับลดค่าใช้จ่ายในการบริการลง 4. วางแผน M&A กับบริษัทที่อยู่ในตลาดเดียวกัน และ การเพิ่มยอดขายอย่างมีเสถียรภาพจากการบุกตลาดใน Indochina 5. การนำบริษัทลูก Prism Solution เข้าจดทะเบียนในปี 2560 และ 6. Window 10 ที่กำลังมาแรง แนะนำ "ซื้อ" ที่ราคาเป้าหมาย 6.88 อิง P/E ที่ 16X  และ EPS ปี 2559 ที่ 0.43 บาท