ผ่านฉลุย"กฎหมายตั้งกระทรวงดิจิทัล"รองรับโลกไร้พรมแดน

 การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อวันศุกร์ที่ 3 มิถุนายน สมาชิก สนช.มีมติเป็นเอกฉันท์ 122 เสียง เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่...) พ.ศ.... (เพื่อจัดตั้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม) ในวาระที่ 3 มีผู้งดออกเสียง 7 เสียง ซึ่งร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้จะออกมาเพื่อปรับโครงสร้างกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และเปลี่ยนชื่อเป็น "กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม" โดยคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ
          นายสมบูรณ์ งามลักษณ์ ประธานคณะกรรมาธิการ กล่าวรายงานร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ว่า ร่างพ.ร.บ.นี้เป็นการเปลี่ยนชื่อและปรับโครงสร้างกระทรวงให้มีหน้าที่ครอบคลุมเรื่องดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยมีสมาชิกขอสงวนคำแปรญัตติจำนวน 5 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มเป็นการเปลี่ยนชื่อกระทรวงเท่านั้น คือ กลุ่มของ นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ จำนวน 4 คน ที่ขอให้ชื่อเดิมคือกระทรวงไอซีที และนายมณเฑียร บุญตัน ที่ขอเปลี่ยนจากดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็น กระทรวงเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล
          จากนั้นที่ประชุมได้เปิดให้สมาชิกที่สงวนคำแปรญัตติได้อภิปรายเหตุผล โดยนายมณเฑียรอภิปรายว่า หลักการการบริหารบ้านเมืองไม่สามารถเปลี่ยนแปลงด้วยการเปลี่ยนชื่อได้ หรือปรับรูปแบบการบริหารได้ และคำว่า "ดิจิทัล" ในภาษาอังกฤษ เป็นคำคุณศัพท์ ไม่สามารถอยู่ตามลำพังโดดๆ ได้ ดังนั้นการใช้คำว่า ดิจิทัล จึงต้องนำไปใช้กับคำอื่นเพื่อขยายคำนั้นๆ เสมอ ตามที่เรารู้จักคือ เทคโนโลยีดิจิทัล ดิจิทัลทีวี ดิจิทัลซิสเท็ม แต่ดิจิทัลที่ปรากฏอยู่ในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ถูกนำมาใช้เป็นภาษาไทยโดยไม่ได้รักษาลักษณะรูปแบบเดิม
          "ทำให้คำว่า "ดิจิทัล" กลายเป็นคำนาม จึงเกิดความสับสนว่า เป็นทั้งคำนามและคำคุณศัพท์ ซึ่งเป็นความสับสนทางภาษา ได้แปรญัตติเป็นกระทรวงเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล เพื่อรักษารูปคำตามที่เราใช้ในภาษาอังกฤษ ซึ่งจะไม่ผิดทั้งรูปแบบภาษาและจุดมุ่งหมาย"
          ส่วน นพ.เจตน์อภิปรายว่า เป็นชื่อที่แปลก ไม่เป็นสากล ซึ่งประเทศต่างๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ก็ล้วนมีชื่อไอซีที ไม่มีคำว่า ดิจิทัล แต่มี 2 ประเทศที่ใช้คำว่า ดิจิทัล คือ เยอรมนีและออสเตรเลีย ซึ่งคำว่า ไอซีที ไม่ใช่คำเก่าหรือคำโบราณ เป็นคำปกติที่ใช้กัน แม้จะเข้าใจว่า การเปลี่ยนชื่อเพื่อภารกิจ พวกตนไม่ขัดข้องและสนับสนุนการเปลี่ยนแปลง เพราะเรื่องไอทีเป็นทิศทางและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ แต่ก็ไม่เห็นความจำเป็นต้องเปลี่ยนชื่อ เพราะยังต้องทำภารกิจที่เกี่ยวข้องกับงานด้านเทคโนโลยีอยู่ และกระทรวงเดิมก็ยังบริหารงานได้อย่างปกติ และคำว่า ดิจิทัล ยังไม่ได้มีความหมายที่ชัดเจน แต่ไอซีทีเป็นชื่อที่หลายประเทศชั้นนำไอทีใช้อยู่ ไม่ล้าสมัย ทำไมจึงมีการเปลี่ยนชื่อ จึงอยากให้คณะกรรมาธิการได้ทบทวน
          ขณะที่ นางเสาวณี สุวรรณชีพ กรรมาธิการ ชี้แจงว่า เรื่องดิจิทัลถือเป็นนโยบายของรัฐบาล ทางเราก็ติดตามเรื่องนี้มากว่า 2 ปีแล้ว สิ่งที่กรรมาธิการพิจารณาก็คือ ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการใช้เทคโนโลยี ดังนั้นการตั้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อผลักดันโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี นำไปปรับกระบวนการทำงานของทางราชการให้ทันสมัย อีกทั้งต้องประสานกับภาคเอกชนและภาคสังคม และเปลี่ยนแปลงวิธีการบริหารโครงการของส่วนราชการ ที่จำเป็นต้องเอาคอมพิวเตอร์มาใช้ถือเป็นเรื่องสำคัญ
          ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้จะมีการตั้งสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นตัวผลักดันให้เกิดการพัฒนาด้านดิจิทัลขึ้นมา และร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้จะเชื่อมโยงกับร่าง พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้องดิจิทัลอีกหลายฉบับที่จะตามมา จึงขอยืนยันตามร่างเดิม
          ภายหลังสมาชิกอภิปรายและกรรมาธิการชี้แจงเสร็จแล้ว ทั้ง 2 ฝ่ายยังคงยืนยัน ทำให้ประธานที่ประชุมขอพักการประชุม 5 นาที เพื่อให้ไปหารือหาข้อสรุป เมื่อเปิดประชุมอีกครั้งจึงแจ้งว่า จากที่หารือกันสมาชิกที่สงวนคำแปรญัตติได้ขอถอนคำแปรญัตติ เพราะถือเป็นนโยบายของรัฐบาลที่จะใช้ชื่อตามที่เสนอมา ดังนั้น จึงคงตามร่างเดิม คือ ใช้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ต่อมาที่ประชุมได้ลงมติในวาระ 3 เห็นชอบด้วยคะแนน 122 เสียง งดออกเสียง 7 เสียง ประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป
          สำหรับเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่...) พ.ศ.... (เพื่อจัดตั้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม) มีทั้งหมด 23 มาตรา มีเนื้อหาสำคัญ คือ ให้เปลี่ยนชื่อกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือกระทรวงไอซีที เป็น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการวางแผน ส่งเสริม พัฒนา และดำเนินกิจการเกี่ยวกับดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม การอุตุนิยมวิทยา การสถิติ และราชการอื่นตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือส่วนราชการที่สังกัดดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งกระทรวงนี้จะประกอบด้วย สำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวง กรมอุตุนิยมวิทยา สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักงานสถิติแห่งชาติ
          รวมทั้งให้โอนบรรดาอำนาจหน้าที่ กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง มติคณะรัฐมนตรีของสำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงไอซีที และข้าราชการ พนักงานราชการและลูกจ้างของสำนักงานรัฐมนตรี ไปเป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมกับโอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน งบประมาณ สิทธิ หนี้ ภาระผูกพัน ข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้าง และอัตรากำลังของส่วนราชการไปเป็นของสำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
          ขณะเดียวกันให้โอนบรรดาอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง มติคณะรัฐมนตรีของส่วนราชการในสำนักงานปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และของข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างของส่วนราชการในสำนักงานปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร คือ สำนักกิจการอวกาศแห่งชาติ สำนักส่งเสริมและพัฒนาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักส่งเสริมและพัฒนารัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ สำนักส่งเสริมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ไปเป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  กระทรวงดิจิทัลฯ
          ให้โอนบรรดาอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง มติคณะรัฐมนตรีของส่วนราชการในสำนักงานปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กิจการ ทรัพย์สิน งบประมาณ สิทธิ หนี้ ภาระผูกพัน และของข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างของส่วนราชการในสำนักงานปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เฉพาะศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ และของข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างของสำนักงานปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เฉพาะศูนย์ภัยพิบัติแห่งชาติ ไปเป็นอำนาจหน้าที่ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย
          สำหรับในวาระเริ่มแรกให้สำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีส่วนราชการตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงไอซีทีโดยอนุโลมจนกว่าจะมีกฎกระทรวงว่าด้วยการแบ่งส่วนราชการสำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมขึ้นมาใหม่ โดยร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ให้นายกรัฐมนตรี รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และพระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
          นายสมบูรณ์ งามลักษณ์ ประธานคณะกรรมาธิการ ให้สัมภาษณ์ว่า "การออกพระราชบัญญัติฉบับนี้เพื่อให้สากลมากขึ้น เพราะปัจจุบันดิจิทัลถือเป็นกระแสโลกไปแล้ว อีกทั้งเป็นการรองรับและผูกโยงกับ พ.ร.บ. 7 ฉบับ ที่จะออกตามมา อาทิ ร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ร่างพ.ร.บ.การพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นต้น จึงจำเป็นต้องมีการออกร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ขึ้นมาก่อนเพื่อปรับโครงสร้างต่างๆ ของกระทรวงให้สอดรับกับร่าง พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้องที่จะเข้ามาให้ สนช.พิจารณา"
          ส่วนการที่ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ผ่าน สนช.ได้อย่างฉลุย น่าจะเพราะเนื้อหาไม่ได้สลับซับซ้อนมากนัก แค่เพียงปรับโครงสร้างและโอนกิจการต่างๆ ไปให้อยู่ในกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้การดำเนินการเรื่องดิจิทัลมีขอบเขตมากขึ้น
          แต่ที่เป็นไฮไลท์ที่น่าติดตามคือ ร่าง พ.ร.บ.ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ ที่อยู่ในแพ็กเกจกฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัลเหมือนกัน ที่ตอนนี้อยู่ในชั้นคณะกรรมาธิการ หลายฝ่ายกังวล เพราะมีบางมาตราที่หน่วยงานรับผิดชอบสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวหรือลดขั้นตอนการปิดเว็บไซต์ที่เห็นว่าไม่เหมาะสมได้ทันที รวมไปถึงบทกำหนดโทษที่ค่อนข้างจะรุนแรง คาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาวาระ 2 และ 3 ในเร็วๆ นี้