เคาะ1ครั้ง"AIS"กวาด4จีศาลชี้คดี"คลื่น900"2มิ.ย. 

 ไทยโพสต์ * กสทช.รับรองผล "เอไอเอส" ชนะประมูลคลื่น 900 ราคานอนมา 75,654 ล้านบาท เตรียมออกใบอนุญาตให้แบ่งชำระ 4 งวด ผู้บริหาร AIS โวไม่แพง ต่ำกว่าที่เคยเคาะสู้ ยันจ่ายเงินภายใน 30 มิ.ย.นี้ ศาลปค.นัดฟังคำสั่งทีโอทีฟ้อง กสทช. 2 มิ.ย.

          เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้จัดการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 895-905/940-950 เมกะเฮิรตซ์ นำมาประ มูลในจำนวน 10 เมกะเฮิรตซ์ อายุสัญญาใบอนุญาต 15 ปี ซึ่งเป็นการจัดประมูลครั้งที่ 2 หลังจากที่ได้จัดประมูลไปแล้วเมื่อวันที่ 15 ธ.ค.2558 แต่ผู้ชนะการประมูลในครั้งนั้นคือบริษัท แจส โมบาย บรอดแบนด์ จำกัด ไม่สามารถมาชำระเงินค่าใบอนุญาตจำนวน 75,654 ล้านบาทได้

          โดยการประมูลครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมการเคาะราคาเพียงรายเดียวคือ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด หรือ AWN ในเครือบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส ซึ่งบรรยากาศค่อนข้างคึกคัก มีสื่อมวลชนให้ความสนใจมารายงานข่าวจำนวนมาก สำหรับทีมผู้บริหารของเอไอเอส ได้เดินทางมาถึงสำนักงาน กสทช. ในเวลา 08.50 น. นำโดยนายมาร์ค ชอง ชิน ก๊อก ตัวแทนผู้ถือหุ้นบริษัท สิงคโปร์ เทเลคอม (สิงเทล), นายฟิลิป เชียง ชอง แทน ประธานเจ้าหน้าบริหาร บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน), นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เอไอเอส กระทั่งเวลา 09.30 น. เริ่มการเคาะราคาประมูล

          สำหรับขั้นตอนการประมูลนั้น ผู้เข้าร่วมการประมูลต้องเคาะยืนยันราคาตั้งต้น 75,654 ล้านบาท

          1 ครั้ง จึงจะถือเป็นผู้ชนะการประมูล ซึ่งเวลาต่อรอบการเคาะราคาและประมวลผลอยู่ที่  20 นาที โดยการประมูลครั้งนี้จบภายในเวลา 10.05 น. มีการเคาะราคา 1 ครั้ง ในรอบแรก และเคาะยืนราคาเดิม 1 ครั้งในรอบที่สอง ทำให้ราคาใบอนุญาตคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ครั้งที่ 2 นี้ สิ้นสุดในราคา 75,654 ล้านบาท จากนั้นคณะกรรมการธรรมาภิบาลการประมูลคลื่นความถี่ในกิจการโทรคมนาคมย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ ได้ประชุมตรวจสอบความถูกต้อง และในช่วงบ่ายวันเดียวกัน คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ได้ประชุมเพื่อรับรองผล

          นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. เปิดเผยว่า ที่ประชุม กทค.มีมติรับรองผลให้บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด ในเครือเอไอเอส เป็นผู้ชนะการประมูลในครั้งนี้ ทั้งนี้ กสทช.จะออกใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ และใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่ 3 ให้แก่ผู้ชนะการประมูลภายหลังจากผู้ชนะการประมูลได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขการดำเนินการก่อนรับใบอนุญาตอย่างครบถ้วน ถูกต้องภายใน 90 วัน นับจากวันที่ได้รับหนังสือแจ้งผลการประมูล

          สำหรับการชำระเงินแบ่งเป็น 4 งวด โดยงวดที่ 1 ชำระเงินค่าประมูลคลื่นความ ถี่จำนวน 8,040 ล้านบาท พร้อมหนังสือค้ำประกันจากสถาบันการเงิน เพื่อค้ำประ กันการชำระเงินประมูลคลื่นความถี่ในส่วนที่เหลือภายใน 90 วันนับจากวันที่ได้รับหนังสือแจ้งผู้ชนะการประมูล งวดที่ 2 ชำระ 4,020 ล้านบาท พร้อมหนังสือค้ำประกันการชำระเงินประมูลคลื่นความถี่งวดที่ 3 และงวดที่ 4 ภายใน 15 วัน เมื่อครบกำหนดระยะเวลา 2 ปีนับตั้งแต่วันที่ได้รับอนุญาต งวดที่ 3 ชำระเป็นจำนวนเงิน 4,020 ล้านบาท พร้อมหนังสือค้ำประกันการชำระเงินประมูลคลื่นความถี่งวดที่ 4 ภายใน 15 วันเมื่อครบกำหนดระยะเวลา 3 ปีนับตั้งแต่วันที่ได้รับอนุญาต และงวดที่ 4 ชำระส่วนที่เหลือทั้งหมดภายใน 15 วันเมื่อครบกำหนดระยะเวลา 4 ปีนับตั้งแต่วันที่ได้รับอนุญาต

          อย่างไรก็ตาม เอไอเอสจะต้องชำระค่าใบอนุญาตในงวดแรกจำนวน 8,040 ล้านบาท พร้อมแบงก์การันตีจำนวน 72,346.98 ล้านบาท ให้แล้วเสร็จภายใน 30 มิ.ย.นี้ แม้ว่าระยะเวลา 90 วันที่กำหนดให้นำเงินมาชำระนั้นจะครอบคลุมไปจนถึงวันที่ 24 ส.ค. เนื่องจากการเยียวยาของคลื่นนี้ที่เอไอเอสขอขยายเวลาไว้จะสิ้นสุดภายในวันที่ 30 มิ.ย.นี้เช่นกัน

          นายฐากรกล่าวว่า กรณีที่ผู้ชนะการ ประมูลไม่ดำเนินการตามเงื่อนไข จะถูกริบหลักประกันการประมูล 3,783 ล้านบาท และชำระค่าเสียหายเพิ่มไม่น้อยกว่า 11,348 ล้านบาท นอกจากนี้ ผู้ผิดเงื่อนไขหรือผู้ที่มีความเกี่ยวโยงกันจะไม่สามารถยื่นขอรับใบอนุญาตเพื่อประกอบกิจการโทรคมนาคมใดๆ ได้ต่อไป

          นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรม การ กสทช. กล่าวว่า เมื่อเอไอเอสได้คลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ในการประมูลครั้งนี้ จำ นวน 10 เมกะเฮิรตซ์ และเมื่อรวมกับคลื่นที่ได้ประมูลไปก่อนหน้านี้ ทั้งคลื่น 2100 จำนวน 15 เมกะเฮิรตซ์ และคลื่น 1800 จำนวน 15 เมกะเฮิรตซ์ จะทำให้มีคลื่นที่ได้จากการประมูลทั้งสิ้น 40 เมกะเฮิรตซ์ และหากได้เซ็นเอ็มโอยูกับบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เพื่อเป็นพันธมิตรใช้คลื่น 2100 อีก 15 เมกะเฮิรตซ์ เอไอเอสจะมีคลื่นที่ถือครองอยู่ทั้งหมด 55 เมกะเฮิรตซ์ เป็นจำนวนที่สูสีกับคู่แข่ง

          "คลื่นดังกล่าวที่เอไอเอสมีนั้น สามารถ สู้กับคู่แข่งได้อย่างแน่นอน เพราะมีจำนวนคลื่นบนมือเท่ากับกลุ่มทรู ซึ่งมีจำนวน 55 เมกะเฮิรตซ์ ต้นทุนการลงทุนต่างๆ ก็มี เหมือนๆ กัน ดังนั้นหากจะสู้กัน ต้องมาลุ้นว่าใครจะขยายโครงข่ายได้ครอบคลุมกว่ากัน คุณภาพของสัญญาณและการบริการที่ดีกว่ากันมากกว่า ส่วนดีแทคนั้น ก็สู้ได้สูสีกับรายอื่น เพราะคลื่นในมือมีจำนวนมากเช่นกัน แต่อาจต้องมีการวางแผนดีๆ ในการบริหารจัดการคลื่นช่วงที่หมดสัญญาสัมปทานของ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ในปี 2561" นายประวิทย์ระบุ

          ด้านนายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประ ธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เอไอเอส กล่าวว่า เหตุผลที่ลงประมูลในครั้งนี้ด้วยราคาเริ่มต้นเคาะประมูลที่ 75,654 ล้านบาทนั้น เป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาสุดท้ายที่เอไอเอสเคยเคาะสู้ในการประมูลครั้งก่อน ก่อนที่จะตัดสินใจไม่เคาะราคาต่อที่ประมาณ 75,900 ล้านบาท ดังนั้นราคานี้จึงเป็นราคาที่ถูก ไม่แพง และต้องขอบคุณสำหรับมาตรา 44 ที่ทำให้การประมูลครั้งนี้ได้เกิดขึ้น ทั้งนี้ยืนยันว่าจะจ่ายเงินงวดแรกภายใน 30 มิ.ย.นี้

          ส่วนคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ที่ได้จากการประมูลครั้งนี้ จะใช้รองรับลูกค้า 2G ที่ยังไม่เปลี่ยนไปใช้ 3G และ 4G ก่อน และต่อไปในอนาคตจะใช้คลื่นในการทำ 3G และ 4G อย่างเต็มที่ ด้วยเอไอเอสต้องการลูกค้าได้ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งตอนนี้มีคลื่นในมือ จำนวน 40 เมกะเฮิรตซ์แล้ว ขีดความสามารถจะเพิ่มขึ้น โดยงบประมาณที่ใช้ยังคงเท่าเดิมในการลงทุนรวม 40,000 ล้านบาท

          วันเดียวกัน ศาลปกครองกลางนัด อ่านคำสั่งศาลปกครองสูงสุดในคดีที่สห ภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บมจ.ทีโอที ยื่นฟ้องคณะกรรมการ กสทช. กับพวก รวม 24 คน ในวันที่ 2 มิ.ย.นี้ เวลา 10.30 น. กรณีไม่ดำเนินการพิจารณาเรื่องสิทธิการใช้คลื่นความถี่ 900 MHZ ที่ บมจ.ทีโอที ได้รับการจัดสรรคลื่นความถี่มาจากคณะกรรมการประสานงานการจัดและบริหารความถี่วิทยุแห่งชาติ กรมไปรษณีย์โทรเลข และคณะกรรมการ กสทช.ได้ออกใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่สาม แต่กลับจำกัดสิทธิในการใช้คลื่นความถี่ 900 MHZ ให้สิ้นสุดการใช้งาน พร้อมกับการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาที่ บมจ.ทีโอที อนุญาตให้เอไอเอสให้บริการ เป็นเหตุให้ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย

          ก่อนหน้านี้ ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณา และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ เนื่องจากพิเคราะห์แล้วเห็นว่าสหภาพฯ ทีโอที ไม่ใช่ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้จากการกระทำของคณะกรรมการ กสทช.ที่จะมีสิทธิฟ้องคดีนี้ต่อศาลปกครอง ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่งแห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542.